GoodRead

เรื่องสั้น                          : ดวง

หนังสือรวมเรื่องสั้น           : สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง

นักเขียน                         : วินทร์ เลียววาริณ

เขาใช้เวลา 1 ปี ในการค้นหาสมบัติของหลวงอรรถวุฒิไพศาล

หนึ่งปีเต็มที่ค่อยๆบรรจงรื้อกระเบื่องหลังคาออกมาทีละแผ่น ไม้แป ไม้จันทีละชิ้น รื้อแล้วตรวจดูอย่างละเอียด เมื่อไม่พบอะไรก็กองไว้ที่มุมหนึ่ง จากนั้นก็รื้อไม่ขื่อ คร่าวฝ้า ตะปูทุกคัว กองเป็นพะเนินอยู่ที่สนามหญ้า วันแล้ววันเล่า เขาทำงานคนเดียว

ในเดือนแรก เขาพบสร้อยไข่มุกเก่าแก่เส้นหนึ่งซ่อนอยู่ในรอยบากของไม้ตง เดือนที่ 3 มีมรกตน้ำดี 15 เม็ดกระจายอยู่ในผนังไม้ ทำให้เขาคิดว่าคลำมาถูกทางแล้ว แต่หลังจากนั้นเขาไม่เคยพบอะไรอีกเลย

เมื่อตัวบ้านถูกรื้อจนเหลือแต่โครง เขาก็หันไปขุดดินทั้งในและรอบตัวบ้าน ดินทุกจุดถูกขุดออกมาลึกร่วม 2 เมตร ขุดแล้วถม ถมแล้วขุดที่ใหม่ต่อไป สนามหญ้าทุกส่วน กอไม้ดอกทุกหย่อมถูกขุดคุ้ยกระจุยกระจาย ศาลาริมน้ำถูกรื้อออก เมื่อตอนที่เขาขายคฤหาสน์และที่ดินผืนนี้ให้ผมนั้น สิ่งที่เคยถูกเรียกว่า “คฤหาสน์” แทบไม่มีอะไรเหลือ นอกจากโครงเสาและคานทิ้งไว้เท่านั้น

โครงการโรงแรม 5 ชั้นของผมกำลังจะเริ่มสร้างขึ้นที่นี่ ที่ที่เคยเป็นสมบัติของหลวงอรรถวุฒิไพศาล ผมไม่เคยเชื่อเรื่องที่ว่ามีทรัพย์สมบัติจำนวนมากเก็บไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่งในคฤหาสน์หลังนี้ ตามที่อธิกรบอกผม ผมไม่เข้าใจเหมือกันว่าทำไมเพื่อนของผมคนนี้ถึงบ้าไปได้ขนาดนี้

“เอาล่ะ… เอ็งคงไม่มีวันเข้าใจ ถ้าข้าไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้เอ็งฟัง…” เขาพูดกับผมในเย็นวันหนึ่ง หนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ผมตกลงซื้อที่ดินผืนนั้นต่อจากเขา

“… เมื่อเดือนกุมภาฯปีก่อน ข้าไปเยี่ยมป้าที่นอนป่วยอยู่ที่บ้านแถวท่าพระจันทร์ แกอยู่คนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยยกเว้นข้าคนเดียวนี่แหละ ข้าเห็นแกท่าจะป่วยมาก ก็เลยอยู่เฝ้าไข้เสียหลายวัน ช่วงที่แกอาการดีขึ้นนั้น เราได้คุยกันานหลายๆเรื่องเรื่องในอดีตทั้งเพ จนในที่สุดไม่รู้ว่าทำไม แกก็เล่าเรื่องหลวงอรรถวุฒิฯให้ฟัง

“หลวงอรรถวุฒิฯ ก็คือเจ้าของคฤหาสน์ที่เหลือแต่ซากหลังนี้แหละ คุณหลวงนี่เป็นคนสมัยหกเจ็ดสิบปีก่อน ตายไปร่วม 20 ปีแล้วมั้ง สมัยนั้นแกรวยมาก มีตำแหน่งสูงมากด้วย พอแกอายุได้ 50 กว่า ลูกเมียก็ตายหมด ได้ยินว่าตายเพราะโรคระบาด เหลือแต่หลานชายสติไม่ค่อยเต็มเต็งคนหนึ่ง”

“ป้าข้าสมัยนั้นทำงานเป็นคนรับใช้ประจำตัวคุณหลวง รับใช้จนถึงวันที่คุณหลวงป่วยตายไป ก่อนตายแกเรียกหลานชายซึ่งตอนนั้นอายุได้ 10 กว่าขวบเข้าไปสั่งเสีย แกบอกว่า แกเก็บซ่อนสมบัติทั้งหมดที่สะสมมาตลอดชีวิตไว้ในคฤหาสน์ มีทั้งเพชร นิล จินดา ทอง สารพัด ต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือร้าย แกไม่ทันบอกที่ซ่อนของสมบัติทั้งหลาย ก็หมดลมไปเสียก่อน”

“แล้วป้าของเอ็งรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง?” ผมถามขัดขึ้น

“แกแอบฟัง เพราะอยู่ในห้องติดกัน”

“แล้วยังไงต่อ?”

“หลังจากคุณหลวงตายไปไม่นาน ป้าก็ลองรื้อห้องต่างๆดู แต่ไม่พบอะไรเลย ในที่สุดก็ละความพยายาม แต่ถึงยังไงป้าก็ยังเชื่อว่าสมบัติพวกนั้นมีจริงแน่นอน”

“แกรู้ได้ยังไง?”

“แกว่าคนใกล้ตายพูดความจริงเสมอ”

“สมบัติพวกนั้นมีมากนักหรือ?”

“เท่าที่ป้ารู้มา มันเป็นเพชรนิลจินดาที่หลวงอรรถฯ เก็บสะสมมานานหลายสิบปี คิดเป็นเงินตอนนี้ ไม่น่าต่ำกว่า 30 ล้านบาท”

ผมผิวปากหวือ “มากยังงั้นเชียว?”

เขาพยักหน้า กระกดเหล้าเข้าปากก่อนเล่าเรื่องต่อไป

“ข้ายอมรับว่า ข้าเอาเรื่องนี้ไปคิดอยู่หลายวัน มันมีอะไรบางอย่าง คล้ายกับเป็นสังหรณ์ว่าสมบัติพวกนั้นยังคงอยู่ในนั้น ข้าเริ่มด้วยการแวะไปดูคฤหาสน์หลังนั้นก่อน เจ้าของบ้านต่อจากคุณหลวงก็คือหลานชายท่าทางปัญญาอ่อนของแก ซึ่งอยู่คนเดียวมานานแล้ว และวันๆก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากเที่ยวสำมะเลเทเมาไปตามเรื่อง ข้าเข้าไปหาบอกว่าเป็นเซลส์แมนจากบริษัทกำจัดปลวก

“ข้าบอกเขาว่า บ้านเก่าๆ แบบนี้น่าจะทาน้ำยากันปลวกซักหน่อย จะได้อยู่ได้อีกนาน เขาแสดงท่าอึดอัด ข้าจึงบอกว่าทางบริษัทยินดีสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งก่อนฟรี ต้องไปตื้ออยู่ 2 ทีเขาจึงยอมให้เข้าไปดูในบ้าน….”

“ตัวคฤหาสน์ดัดแปลงมาจากโรงทำน้ำแข็งในสมัยก่อน เจ้าของเดิมเป็นคนจีน พอกิจการทำน้ำแข็งไปไม่รอด เลยขายให้คุณหลวงในราคาถูก แกก็เลยดัดแปลงมาเป็นคฤหาสน์ ตัวโครงสร้างเป็นไม้กับคอนกรีต มีห้องอยู่ราว 20 ห้องได้ หลังคาปั้นหยา ส่วนศาลาริมน้ำนั่น แกมาสร้างทีหลัง…”

ผู้เล่าหยุดคิดครู่หนึ่ง “…วันนั้น เมื่อข้าเข้าไปดูในห้องนอนเก่าของหลวงอรรถวุฒิฯ สังเกตเห็นที่ฝ้าเพดานมีรอยสีกระเทาะออกนิดนึง พอเข้าไปดูใกล้ๆเอามือลูบดู ปรากฏว่าฝ้ามันผุเข้าไป เจอช่องไม้เล็กๆซ่อนอยู่ พอเอานิ้วล้วงเข้าไป แล้วดึงออกมาปรากฏว่าเป็นสร้อยคอทองคำเส้นเล็กๆเส้นหนึ่ง นี่ขนาดตรวจดูอย่างไม่ตั้งใจนะยังเจอสร้อย ถ้าขุดดินดูอาจจะเจออะไรต่อมิอะไรอีกก็ได้ ตอนนั้นข้าสังหรณ์แล้วว่ามันจะต้องมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ในตัวโครงสร้างคฤหาสน์แน่ วันต่อมาข้าเอาสร้อยทองเส้นนั้นไปให้ที่ร้านทองดู เขาบอกว่าเป็นแบบเก่านี่ เป็นลายสมัยรัชกาลที่ 5 เดี๋ยวนี้หาไม่ได้แล้ว”

“แล้วเอ็งทำยังไงต่อ?” ผมถาม

“ข้ากลับไปที่นั่นอีกหน เจรจาหว่านล้อมให้หลานชายคุณหลวงขายคฤหาสน์หลังนี้ให้ ต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 อยู่นาน เขาจึงขายมาให้ในราคาสูงลิบลิ่ว แต่ข้าก็ยอมเพราะมั่นใจว่าจะต้องได้ทุนคืนมาหมด”

“เอ็งน่ะก็มีฐานะดีอยู่แล้ว จะเอาเงินมากมายไปทำอะไร?”

“เงินทองก็เหมือนความรักโว้ย ยิ่งมีมากยิ่งอุ่นใจ”

คำพูดนี้เขาเคยกล่าวหลายครั้งหลายหน คนทั่วไปมักคิดว่าเขาพูดเล่น มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริงๆ ชีวิตวัยเด็กของเขาคลุกคลีกับความยากลำบาก เคยชินกับความหิวโหยที่ใกล้ชิดกับความตายมาบ่อยครั้งนัก

มีแต่คนที่รู้รสชาติของความจนอย่างถึงใส้ จะใยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกเป็นอันขาด เขาไม่กลัวความจน แต่ก็ไม่ต้องการอยู่ใกล้ชิดมันอีกต่อไป

ผมเพียงแต่ประหลาดใจอยู่อย่างเดียว ปกติเพื่อนของผมเป็นคนมองการณ์ไกล และเขาก็มักจะถูกเสมอ แต่ครั้งนี้เขามั่นใจตัวเองมากเกินไป หลังจากขุดสมบัติมา 1 ปี เขาก็ยอมแพ้เมื่อพบว่าคฤหาสน์ไม่เคยถูกใช้เป็นที่ซ่อนของหลวงอรรถวุฒิไพศาล

เขามาหาผมเมื่อ 3 อาทิตย์ก่อนเสนอขายที่ดินผืนนี้ให้ผม เพราะได้ยินว่าผมกำลังหาที่ก่อสร้างสำหรับโครงการโรงแรมของผม หลังจากที่ไปดูสถานที่มาแล้ว ผมก็ตกลงใจซื้อ เพราะที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เหมาะที่สุดสำหรับทำโรงแรม

“อะไรทำให้เอ็งเลิกค้นหาเสียล่ะ?” ผมถาม

“ทำไมเรอะ? หลังจากที่ข้าเริ่มคิดว่าท่ามันจะไม่ได้เรื่องแล้ว ก็เลยกลับไปหาหลานชายคุณหลวงอีกครั้ง พามันไปร้านเหล้า มอมเหล้ามันจนเมาแล้วค่อยถามมันดู มันแย้มพรายออกมาจนได้ว่า สมบัติของหลวงอรรถวุฒิฯน่ะมีอยู่จริง ใส่ในหีบซ่อนอยู่บนขื่อใต้หลังคา แต่ถูกมันขายเอาเงินไปกินเหล้าเล่นการพนันจนหมดเกลี้ยงนานแล้ว”

ผมหัวเราะหึๆ “เป็นอันว่าเอ็งไปช้าไปหน่อย”

“ถ้าช้าไปหน่อยอย่างเดียวคงไม่เท่าไหร่ ที่น่าเจ็บใจก็คือถูกมันหลอกเข้าเต็มที่น่ะสิ”

“อะไรนะ? คนฉลาดอย่างเอ็งถูกคนปัญญาอ่อนหลอก?”

“เชอะ! ปัญญาอ่อน! ไอ้เวรนั่นฉลาดกว่าที่ใครๆคิดเสียอีก เห็นท่าทางมันโง่ๆอย่างงั้นเหอะ รู้มั้ยว่าในวันแรกที่ข้าเจอสร้อยทองในห้องนอนนั่นน่ะ เป็นเพราะไอ้นี่ตั้งใจให้ข้าเห็นและหยิบไป มันเป็นคนเอาสร้อยทองนั่นวางล่อข้าไว้ มันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าข้าเป็นใคร แล้วไปหามันทำไม!”

ผมอ้าปากค้าง “มันรู้ได้ยังไง?”

“มันคงสงสัยว่าอยู่ดีๆทำไมถึงมีใครก็ไม่รู้มาสนใจในตึกเก่าสภาพโทรมแบบนั้น เลยตามไปสืบดู พอเห็นนามสกุลเหมือนกับป้าข้า เลยเดาเรื่องถูก”

“งั้นมันก็ไม่โง่น่ะซี ความจริงมันคงตั้งใจขายคฤหาสน์อยู่แล้ว พอรู้ว่าเอ็งหวังมาหาสมบัติ เลยเอาสร้อยทองเส้นนั้นทิ้งล่อไว้”

“แล้วไอ้มรกตสิบกว่าเม็ดนั่นกับสร้อยพวกนั้น ก็ทิ้งเอาไว้ให้ข้ามีกำลังใจค้นหาต่อไป เจ้าเล่ห์นัก”

เขากระดกเหล้าแก้วสุดท้ายเข้าปากก่อนลาผมไป

โครงการโรงแรมของผมสร้างเสร็จในยี่สิบสองเดือน ล่าช้ากว่ากำหนดถึงหนึ่งปีเศษ เพราะเดิมทีผมตั้งใจจะสร้างแค่ 5 ชั้น แต่ในตอนสุดท้ายผมเปลี่ยนใจสร้างโรงแรมชั้นหนึ่งสูงยี่สิบชั้นแทน เนื่องจากผมได้เงินทุนเพิ่มมาในนาทีสุดท้าย

ขณะที่เราขุดดินเพื่อทำฐานรากโรงแรมนั้น วิศวกรพบว่าฐานรากเดิมของคฤหาสน์ที่ดัดแปลงมาจากโรงทำน้ำแข็งเป็นฐานรากแผ่แบบแพ โดยใช้ไม้ซุงตอกลงไปในดินแผ่ออกไปเท่าขนาดตึก และตลอดแนวที่ดินริมน้ำมีไม้ซุงฝังติดอยู่ติดต่อกันเป็นกำแพงกันดิน ระยะเวลา 60 ปี ไม่ได้ทำให้ไม้สักหลายร้อยต้นเหล่านี้ผุกร่อนไปเลย เพราะมันอยู่ใต้ดินตลอดเวลา

ผมขายไม้สักเหล่านี้ไปได้หมดในราคาหนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท เป็นทุนที่ผมได้เพิ่มมาเปล่าๆ ซึ่งมากกว่าราคาที่ดิน คฤหาสน์ และสมบัติที่หลานชายหลวงอรรถวุฒิไพศาลถลุงไปทั้งหมดรวมกัน

www.winbookclub.com

เรื่องสั้น : ปรัชญาหน้ากระจกรถ
จากรวมเรื่องสั้นชุด หนึ่งวันเดียวกัน (life in a day)

นักเขียน : วินทร์ เลียววาริณ

 

ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นทุกวัน ทุกครั้งที่รถจอดรอสัญญาณไฟเขียว ผมคิดถึงงานของผม
ผมคิดไม่ออกว่าจะขายสินค้าที่ผมรับผิดชอบอย่างไร บอกตรง ๆ สินค้าในสต็อคตัวที่ผมต้องขายนี้เป็นข้าวพันธุ์ที่มีเม็ดไม่สวย และมีสารฆ่าแมลงเจือปน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข้าวไทย มันดูเหมือนข้าวที่ปลูกกลางทะเลทรายสะฮารามากกว่า
ผมบอกเจ้านาย “หาจุดขายไม่เจอเลย ไม่ได้คุณภาพ ไม่มีอะไรที่ดีกว่าสินค้าคู่แข่งเลยสักจุดเดียว”
เจ้านายกล่าวเพียงว่า “ผมไม่สนใจ คุณต้องขายมันให้ได้ มิฉะนั้น…”
คำว่า ‘มิฉะนั้น’ ของเขาอาจหมายถึงการหางานใหม่ของผม แม้ว่าผมทำงานดีมากี่ครั้งแล้วก็ตาม ไม่มีใครจดจำความดีหลายครั้งของคุณได้เท่ากับความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว นี่เป็นสัจธรรมในโลกของผม
ความคิดผมสะดุดลงเมื่อเห็นเด็กชายวัยไม่น่าจะเกินหกเจ็ดขวบถือแปรงฟองน้ำกับถังพลาสติคใบเล็กตรงมาหาผม เสื้อผ้ามอมแมมพอกับใบหน้า ผมโบกมือไล่ เด็กคนนั้นยกมือไหว้ และยืนริมหน้าต่างรถนิ่ง ผมนิ่ง เขาก็นิ่งราวกับกำลังทดสอบความอดทน
ผมเกลียดเด็กพวกนี้ คุณก็รู้มีเด็กแบบนี้เกือบทุกสี่แยก ผมเชื่อว่าคุณก็คงจะเคยมีประสบการณ์กับเด็กพวกนี้สักครั้งหรือสองครั้ง เปล่า! ผมไม่ได้ต่อต้านเด็กที่มารบเร้าขอเช็ดกระจกรถของผม บางทีก็ยัดเยียดขายพวงมาลัย บางครั้งก็ขายหนังสือพิมพ์ หรือผ้าสีขาว ผมเชื่อว่าน่าจะมีเด็กแบบนี้ตามสี่แยกสักหลายพันคนในกรุงเทพฯเป็นแน่ ปัญหาของผมคือทำอย่างไรไม่ให้เด็กทำให้กระจกรถของผมสกปรกไปกว่าเดิม รถของผมยังใหม่ ครั้งหนึ่งผมตวาดไล่เด็กไปด้วยโทสะเมื่อเขาเช็ดรถของผมด้วยผ้าเก่าเขรอะ
ผมไขกระจกรถลงมาหยิบเหรียญบาทยื่นให้เขาหนึ่งเหรียญ เขารับเหรียญนั้นไปแล้วยังยืนมองหน้าผมนิ่ง ผมเลิกคิ้วถาม “ไง? ไม่พอหรือ?”
เด็กว่า “น้า ขอซักสิบบาทเถอะ”
ไฟจราจรกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมหยิบเหรียญสิบบาทชูขึ้นให้เขาเห็น ยิ้ม และปล่อยเหรียญนั้นตกลงพื้นถนนขณะที่เคลื่อนรถของผมออกไป ผมได้ยินเสียงเบรคจากรถที่ตามมา ได้ยินเสียงกระแทกกันดังโครม แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง

ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นในวันต่อมา งานอยู่ในหัวขณะที่รถติดเป็นแถวยาว ยังคิดหาวิธีขายข้าวพันธุ์ ‘สะฮารา’ ของผมไม่ได้
เด็กหญิงวัยสิบกว่าขวบคนหนึ่งหน้าตามอมแมมสวมหมวกแก๊ปสีเขียวเดินมาหา ผมทำสัญญาณว่าไม่ต้องการให้เธอเช็ดกระจกรถของผม เธอไม่สนใจ อีกครั้งผมเลื่อนกระจกรถลง ยื่นเหรียญบาทให้เด็ก บอกว่า “เอานี่ไป แล้วไม่ต้องเช็ด”
“น้าขอหนูสักสิบยี่สิบบาทเถอะ กำลังเดือดร้อน”
“เป็นเด็กเป็นเล็ก เดือดร้อนอะไรกันนักหนา”
เด็กหญิงบอก “น้องหนูถูกรถชนเมื่อวาน โคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล”
ผมสะดุ้ง นึกถึงเด็กชายที่ผมแกล้งเมื่อวาน ผมยุ่งกับงานจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท “ถูกรถชนที่ไหน?”
“ที่สี่แยกนี้แหละน้า”
“ใครชน?”
“รถคันนึง เบรคไม่ทัน แดงก้มลงเก็บตังค์บนพื้น เลยถูกชน”
ผมควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้เด็กหญิง แล่นรถออกไป ในใจเต็มไปด้วยความคิดต่าง ๆ

ผมนอนไม่หลับทั้งคืน ไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะเงินสิบบาท ที่สำคัญคือผมเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ วันต่อมาผมขับรถผ่านไปที่แยกนั้นอีก แต่ไม่พบเด็กหญิงที่แจ้งข่าวคนนั้น ผ่านไปอีกสองวัน ผมถามเด็กหญิงคนนั้น “น้องชายเธอเป็นยังไงแล้ว?”
“แดงตายแล้วค่ะน้า เพิ่งเผาเมื่อวานนี้เอง”
ใจผมสั่นหวิว ควักธนบัตรสองพันบาทยื่นให้เด็กหญิง “เอาไปเป็นเงินทำบุญให้น้องเถอะ”

ผมนอนไม่ หลับอีกหลายคืน ไม่เคยรู้สึกแย่อย่างนี้มาก่อน ความผิดของผมแท้ๆ หลายวันต่อมาผมไม่พบเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย สอบถามจากเด็กคนอื่น ก็ไม่มีใครทราบ เด็กชายคนหนึ่งชี้มือไปที่ซอยเล็กริมถนน บอก “บ้านเขาอยู่ในซอยนั่นแหละน้า อยู่สุดซอย บ้านหลังคาสังกะสีทาสีเขียว”
ผมตัดสินใจตามไปที่บ้านของเด็กหญิงคนนั้น ขณะที่เดินไปตามทางดินลูกรังในซอย ผมไม่อยากเชื่อว่าหลังตึกระฟ้ามีสลัมซ่อนอยู่
ผมหาบ้านหลังคาสังกะสีทาสี เขียวไม่ยาก ผมยืนหลบมุมที่หน้ากองโอ่งครู่หนึ่ง ขณะพยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสมเมื่อเจอเด็กหญิง พลันได้ยินเสียงเด็กหญิงคนนั้น “เอ้า กินซะ ไม่ได้กินอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วนี่”
เสียงเด็กชายคนหนึ่งว่า “อร่อยจังเลยพี่”
ผมชะโงกหน้าออกไปดูทันที เป็นเด็กชายแดงที่ ‘ถูกรถชนตายไปแล้ว’ คนนั้นนั่นเอง! คนตายคงไม่สามารถยิ้มและกินอาหารอย่างนี้!
เด็กสองคนนี้ไม่ได้ไปทำงานหลายวันเพราะเงินสองพันบาทของผม
เด็กหญิงว่า “ขอบคุณน้าคนนั้นมากเลยที่ให้ค่าทำบุญมาตั้งเยอะ”
“พี่ไปขอบคุณเขาทำไม เขาแกล้งแดงรู้ไหม”
“แต่เขาก็คงรู้สึกแย่ ไม่งั้นไม่ให้เงินมาตั้งเยอะ”
“พี่เก่งนะที่คิดออกมาได้ ทำให้เขารู้สึกผิด แล้วยังได้เงินมาตั้งสองพัน”
ผมเดินถอยกลับออกมา หัวเราะหึ ๆ ในใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก ผมน่าจะรู้ว่าเด็กพวกนี้มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูงกว่าผมเสียอีก

ผมบอกที่ประชุมในวันต่อมา “มีทางเดียวที่จะขายข้าวของเราคือทำโฆษณาให้คนดูรู้สึกแย่ แบบ Emotional Blackmail น่ะครับ เสนอภาพชาวนาที่กำลังอดตาย ตายคาทุ่งเลย เอาแรง ๆ สื่อให้คนดูรู้ว่า ถ้าเขาไม่ซื้อข้าวของเรา ครอบครัวชาวนาที่มีเด็กเล็กเด็กน้อยอดตายแน่ ๆ”
ผมได้ยินเสียงปรบมือในห้องประชุม

www.winbookclub.com

เรื่องสั้น                          : จดหมายขู่
จากรวมเรื่องสั้นชุด            : ฆาตกรรมกลางทะเล

นักเขียน                         : วินทร์ เลียววาริณ

ลูกเทนนิสพุ่งด้วยความเร็วแรงกระทบหน้าต่างชั้นบน เสียงกระจกแตกดังกังวานพร้อมเศษกระจกกระจัดกระจาย หลายชิ้นตกลงมากระทบพื้นหญ้า
แล้วทุกอย่างก็เงียบไปอึดใจ
เด็กหนุ่มนักเทนนิสสองคนมองหน้ากัน คนหวดลูกไปกระแทกกระจกหน้าต่างแตกมองเพื่อนตาปริบ ๆ “ทำไงดี?”
“ไปบอกเจ้าของดีกว่า”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งลังเล “จะดีหรือ? ครั้งก่อนเขาด่าเราเสียไม่มีดี แถมยังแจ้งความตำรวจอีก…”
“ลูกผู้ชายกล้าทำก็กล้ารับ”
“เอ้า! ไปก็ไปวะ”
นักหวดทั้งสองเดินไปกดกริ่งที่รั้ว นานสองนานก็ไม่มีใครออกมารับ เด็กหนุ่มผลักประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย
ทั้งสองมองหน้ากันและตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้าน หนึ่งในนั้นร้องว่า “มีใครอยู่บ้านมั้ยครับ?”
เงียบสนิท
เสียงวัตถุบางอย่างกระทบพื้นดังมาจากชั้นบน ทั้งสองมองหน้ากัน คนหนึ่งว่า “กลับดีกว่า”
“เขาคงอยู่ชั้นบน”
เขาเดินขึ้นชั้นบน เห็นประตูเปิดกว้าง เอ่ยเสียงดังอีกครั้ง “คุณครับ เราทำกระจกบ้านคุณแตกครับ…”
เขาก้าวเข้าไปในห้องนั้นและอุทานเสียงดัง
ชายเจ้าของบ้านนอนคว่ำหน้าบนพื้น เลือดไหลนอง…

พุ่มรัก พานสิงห์เดินเลียบสนามหญ้า บอกร้อยตำรวจตรีธนูว่า “ไม่ยักรู้ว่าที่ ตรงนี้มีคอร์ตเทนนิสใหญ่ด้วย”
เขากำลังนอนเอกเขนกเมื่อนายตำรวจหนุ่มมาตามเขาที่บ้าน บอกสั้น ๆ ว่า “สารวัตรให้มาตามพี่”
“ไปไหน?”
“สารวัตรไม่ได้บอก แค่ว่า ‘ถ้าพุ่มรักมันถามว่าไปไหน ให้บอกว่ากูพบร้านส้มตำอร่อยแซบ’ ”
พุ่มรัก พานสิงห์หัวเราะ “เจ้านายคุณนี่รู้จุดอ่อนของผมดี”
สี่สิบสองนาทีถัดมาเขาก็นั่งอยู่ตรงข้าม สามิต 14 ร.ต.ต.สมศักดิ์ และร.ต.ต.ธนูในร้านขายส้มตำไม่มีชื่อริมคอร์ตเทนนิสที่เขาไม่รู้จักชื่อ

ทั้งสี่— สามนายตำรวจกับหนึ่งนักสืบกินส้มตำเงียบ ๆ เมื่ออิ่มแล้ว พุ่มรัก พานสิงห์เอ่ยทันที “ใครตาย?”
“ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์”
“นักธุรกิจ นักลงทุนหุ้น…”
“มึงรู้?”
“กูอ่านหนังสือออก ก็อ่านข่าวไปเรื่อย”
สารวัตรหัวเราะ “อ่านพวกธุรกิจด้วยรึ?”
“ทำไมเสี่ยวอย่างกูไม่มีสิทธิ์อ่านรึ เขาตายยังไง?”
“เดี๋ยวมึงก็รู้”

สามิต 14 บอกพุ่มรัก พานสิงห์ “คดีนี้กูพาลูกน้องสองคนนี้มาออก ภาคสนาม กูจะให้เด็กสรุปผลของคดีนี้ มึงนั่งฟังดูแล้วกัน”
“ฟังเฉย ๆ ?”
“ฟังแล้วคิดด้วยสิวะ”
ทั้งหมดเดินไปที่บ้านของเหยื่อ พุ่มรัก พานสิงห์ถามสารวัตร “ใครเป็นคนแจ้งเหตุ?”
“เด็กหนุ่มสองคนที่เล่นเทนนิสที่คอร์ตข้าง ๆ บ้านของเขา”
“เล่นเทนนิสแล้วทำไมถึงไปพบศพ?”
“เพราะเด็กสองคนนั่นตีเทนนิสไปกระแทกกระจกหน้าต่างแตก เลยไปหาเจ้าของบ้าน”
“ซื่อดีนะ เดี๋ยวนี้เห็นแต่คนขับรถชนคนแล้วหนี”
“แต่ก็โชคดีที่ทั้งสองคนนั้นไปหาเจ้าของ ทำให้รู้ว่าฆาตกรรมเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น”
“รู้ได้ยังไง?”
“ทั้งสองคนบอกตรงกันว่า ได้ยินเสียงกุกกักจากชั้นบนตอนที่ไปหา เชื่อว่า อาจเป็นเสียงที่ฆาตกรทำ…”

พุ่มรัก พานสิงห์มองสภาพศพเจ้าของบ้านอย่างละเอียด ย่อตัวลงมองดูซอง จดหมายที่ตกอยู่บนพื้น หลังจากนั้นก็เดินไปดูรอยแตกของกระจกหน้าต่าง ตลอดเวลาไม่เอ่ยออกมาสักคำเดียว

สามิต 14 บอกร้อยตำรวจตรีทั้งสอง “บอกผมหน่อยซิว่าพวกคุณเห็นอะไรบ้าง?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “นี่เป็นการฆ่าตัวตายแน่นอน” “ทำไมสรุปอย่างนั้น?”
“ไม่มีร่องรอยของการบุกรุก หน้าต่างปิดสนิท ไม่มีรอยเท้าของคนอื่น ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ที่สำคัญที่สุดคือมีดตัดจดหมายปักคาอกตรงหัวใจพอดี แสดงว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย เพราะเขาตั้งใจให้ตนเองตายแบบไม่ทรมาน”
“ธนูล่ะ?”
“เห็นเหมือนกับสมศักดิ์ครับ เพียงแต่ผมนึกไม่ออกว่า ทำไมแขนซ้ายของ คนตายจึงมีรอยแผลยาว”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “แผลที่แขนซ้ายเกิดขึ้นหลังจากที่เขาแทงตัวเองแล้ว เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการที่เขาคงล้มลงไปครูดขอบโต๊ะอย่างแรง และเป็นแผลที่ไม่ เกี่ยวกับความตายของเขา”
สารวัตรลูบหนวดยิ้ม “จบแล้วหรือ?”
“ครับ” “แล้วพวกคุณจะอธิบายรอยช้ำที่ศีรษะของเขายังไง?”
ร.ต.ต.ธนูว่า “มีรอยช้ำที่หัวด้วยหรือครับ?”
ตำรวจหนุ่มทั้งสองเดินไปดูรอยที่ศีรษะคนตาย
ร.ต.ต.สมศักดิ์เอ่ย “รอยนี้อาจเกิดจากตอนที่เขาล้มลงเมื่อแทงตัวเองแล้ว”
สารวัตรยิ้ม “ตกลงมีสองรอยที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาแทงตัวเองแล้ว คือ รอยแผลที่แขนกับรอยช้ำที่หัว ทั้งสองตำแหน่งอยู่ห่างกันทีเดียว”
ร.ต.ต.สมศักดิ์แย้ง “ก็ไม่แปลกนี่ครับ เขาล้มลงครูดกับขอบโต๊ะ ศีรษะฟาดพื้น”
เจ้านายพยักหน้า “เออ! มีเหตุผล แต่มีคำถามข้อหนึ่งคือ เวลาเราจะแทงขั้วหัวใจตัวเอง ทำไมไม่แทงจากด้านหน้าอกตรง ๆ ? ทำไมถึงต้องแทงเฉียดแขนซ้ายไปเสียบหัวใจพอดี?”
“สารวัตรรู้ได้ยังไงว่าแทงเฉียดแขนไปเสียบหัวใจครับ?”
“เพราะแผลที่แขนเกิดจากคมมีดตัดกระดาษ ตำแหน่งของแผลอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจพอดี แสดงว่าคมมีดแทงผ่านแขนซ้ายทะลุหัวใจ ไม่มีใครฆ่าตัวตายแบบนี้หรอก เพราะมันเจ็บปวดเกินไป”
พุ่มรัก พานสิงห์หัวเราะว่า “เขาอาจอยากทรมานตัวเอง”
“ตลกร้ายอะไรในเวลาอย่างนี้ พุ่มรักว่ายังไงกับการสืบสวนของเด็กสองคนนี้?”
พุ่มรัก พานสิงห์สั่นหัว
“สั่นหัวทำไม? คำตอบของธนูกับสมศักดิ์ไม่ดีพอ?”
“ข้อสันนิษฐานของสองคนนี้ก็เป็นไปได้… หากไม่มีไอ้นี่”
พุ่มรัก พานสิงห์ยื่นแขนออกมา แบมือที่กำไว้ เผยให้เห็นกระดาษยับย่นก้อนหนึ่ง
สารวัตรคลี่กระดาษแผ่นนั้นและมองแวบเดียว ยื่นต่อให้ตำรวจหนุ่ม “ธนูอ่านหน่อยซิ”
นายตำรวจหนุ่มอ่านข้อความบนกระดาษ
“มึงทำลายกู มึงต้องตาย”
“นี่เป็นจดหมายขู่ฆ่า…”
“เขามีศัตรูทางธุรกิจเยอะ มีหลายคนอยากให้เขาตาย” “คุณพุ่มรักพบมันที่ไหน?”
“ในถังขยะ”
นายตำรวจหนุ่มว่า “ใช่สิ ผมลืมดูถังขยะ”
“ถังขยะซ่อนอะไรต่ออะไรมากมาย นักสืบความลับของบริษัทมักคุ้ยหา ความลับของบริษัทคู่แข่งจากถังขยะ เพราะพนักงานจำนวนไม่น้อยเลินเล่อ ขยำข้อมูลทิ้งลงตะกร้า ร้านอาหารใหญ่ ๆ วิเคราะห์ความอร่อยของอาหารจาก ถังขยะ”
“วิเคราะห์ยังไงครับ?”
“ก็ดูว่าอาหารประเภทใดที่ลูกค้าไม่กิน แล้วปรับปรุงอาหารจานนั้น หรือไม่ก็ตัดรายการนั้นออกจากเมนู”
“อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่า อาหารขยะ”
สามิต 14 ว่า “เข้าเรื่องของเราต่อ จดหมายนี้แปลว่าอะไร?”
“แปลว่าเขามีศัตรูเยอะ”
สารวัตรว่า “ตอบแค่นี้ไม่พอ ไม่มีใครรู้จักเขาเลยหรือ?” ตำรวจหนุ่มทั้งสองสั่นหัว
พุ่มรัก พานสิงห์ว่า “ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์ คนนี้เป็นนักเทคโอเวอร์บริษัท ซื้อหลายกิจการไปแล้ว ก็เปลี่ยนผู้บริหารและไล่คนออก จึงน่าจะเป็นสาเหตุของการฆ่า เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาปิดบริษัทไทยโอเวอร์ซีส์แก๊ส เขาทำให้คนงาน หลายร้อยคนตกงาน”
สามิต 14 ว่า “มึงรู้จักเขาหรือ?”
“เปล่า แต่กูอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกวัน เอ๊ะ! ที่สน.ไม่รับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเลยหรือ?”
“มึงแดกกูรึ ไอ้พุ่มรัก?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์เปรย “จะว่าไปแล้วเขาก็ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่”
สารวัตรว่า “เราเป็นตำรวจ หน้าที่เราคือจับคนร้าย ไม่ใช่วิจารณ์ มาถึง ตอนนี้ หลักฐานทั้งหมดที่พวกคุณมีบอกอะไรบ้าง?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “ก็เปลี่ยนโฉมคดีว่า คนตายถูกฆาตกรรม ฆาตกรน่าจะเป็นพวกที่เสียผลประโยชน์จากการยุบบริษัทนั้น”
พุ่มรัก พานสิงห์สั่นหัว “คุณสรุปเร็วเกินไป”

พุ่มรัก พานสิงห์เดินไปหานักเทนนิสหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่ริมสนาม “พวกคุณเล่นเทนนิสที่นี่บ่อยมั้ย?”
“ทุกวันอังคารกับพฤหัส เป็นช่วงที่คอร์ตว่างและค่าเช่าถูกกว่าเวลาอื่น”
“ทำไมถึงเจอศพ?”
“ผมหวดลูกเทนนิสไปทำกระจกหน้าต่างแตก เลยไปแจ้งเจ้าของบ้าน กดกริ่งอยู่นาน แต่ไม่มีใครมารับ”
“เขามีแม่บ้านไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ทราบครับ แต่ไม่มีใครมาเปิดประตู พอดีเห็นประตูแง้มอยู่”
“พวกคุณก็เข้าไป?”
“ครับ”
“เมื่อเจอศพทำไง?”
“ก็โทร.เรียกตำรวจทันที”
“เคยหวดกระจกแตกยังงี้มาก่อนมั้ย?”
“เคยครับ นี่เป็นครั้งที่สอง”
“แล้ว?”
“คุณธนชาติเรียกค่าเสียหายห้าหมื่นบาท บอกว่าค่าเวลาของเขาแพง เราบอกไม่มีเงินขนาดนั้น กระจกบ้าอะไรตั้งห้าหมื่น เขาเลยบอกจะเรียกตำรวจมาจับ ในที่สุดก็ตกลงชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายไปตั้งสามพันบาทสำหรับกระจกที่แตก เขายังว่าทีหลังฝึกฝีมือการตีลูกให้ดีกว่านี้แล้วกัน”
“เขาไม่มีแม่บ้านรึ?” เขาถามตำรวจหนุ่ม
“มีคนหนึ่งครับ”
“ถามรึเปล่าว่า ทำไมไม่ไปเปิดประตูตอนที่นักเทนนิสมากดกริ่ง?”
“เปล่าครับ”

นายตำรวจหนุ่มพาพุ่มรักไปหาแม่บ้านที่ชั้นดาดฟ้า แม่บ้านของคนตายผมขาวทั้งหัว เดินงกเงิ่น อุ้มแมวสีสวาดตัวหนึ่ง พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้ม “แมวสวยนะครับ”
“ว่าไงนะ?”
“ผมว่าแมวสวยนะครับ”
“อ๋อ! ฉันสบายดี”
เขาถามเป็นครั้งที่สาม เร่งระดับเสียงขึ้นอีกหลายสิบเดซิเบล รู้แล้วว่าทำไมแม่บ้านไม่ได้ยินเสียงกริ่ง
“อ้อ! ใช่ แมวตัวนี้ซนมาก นี่มาตามมันที่บนดาดฟ้านี่ ชอบเข้าห้องคุณ ธนชาติคุ้ยข้าวของเลอะเทอะ ซนมากจนคุณธนชาติบอกว่า ไม่ให้เลี้ยงแล้ว เลยเอามาเลี้ยงในครัว แต่พอเผลอก็หนีขึ้นชั้นบนอีก”
“ป้ารู้เรื่องคุณธนชาติแล้วใช่ไหม?”

“ว่าไงนะ?”
“ป้ารู้ว่าคุณธนชาติตายแล้วใช่ไหม?”
ป้าพยักหน้า ตาแดง ๆ
“ตอนที่เกิดเหตุ ป้าอยู่ที่ไหนครับ?”
“ว่าไงนะ?”
“ตอนที่เกิดเหตุ ป้าอยู่ที่ไหนครับ?”
“อยู่ในครัว”
“ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรเลยหรือครับ?”
“ว่าไงนะ?” เขารู้สึกเหนื่อย
“ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรหรือครับ?”
“เปล่าค่ะ”
“เห็นอะไรผิดสังเกตไหมครับ?”
“ไม่ค่ะ”
“พวกที่ตีเทนนิสเคยมาหาคุณธนชาติบ้างหรือเปล่าครับ?”
แม่บ้านบอกว่า “ไม่มีหรอก ยกเว้นหนุ่มสองคนนี้ คนอื่น ๆ ตีเทนนิส ทำหน้าต่างแตกมาหลายทีแล้ว แต่ก็หนีหมด ท่านสั่งให้ทำที่กั้น แต่ยังไม่ทัน ทำ ก็เกิดเหตุเสียก่อน”
“คุณธนชาติอยู่คนเดียวหรือครับ ป้า?”
“อะไรนะ?”
“คุณธนชาติมีครอบครัวมั้ยครับ?”
“เคยมี แต่หย่ากันมาหลายปีแล้ว แม้แต่เมียยังทนเขาไม่ได้”
“ทำไมครับ?”
ป้ากระซิบ “บอกความลับอะไรให้ฟังเอาไหม แล้วอย่าบอกใครนะ”
นักสืบพยักหน้า
“คุณธนชาติน่ะขี้เหนียวสุดยอด นี่ไม่ได้จ่ายเงินเดือนป้ามาหลายปีแล้ว แต่ป้าก็ยอม ไปไหนไม่รอด แก่แล้ว ต้องอยู่ที่นี่”

เขาเดินลงบันได เห็นสามิต 14 ยืนดูดบุหรี่ที่นั่น
สารวัตรถามเขา “นี่มึงจะไปไหน?”
“ตีเทนนิส ไม่ได้ตีนานแล้ว อยากลองดู”
“คดียังแก้ไม่ได้…”
“ไขคดีต้องใจผ่อนคลาย ขอตีเทนนิสคลายเครียดก่อนได้มั้ย เสร็จแล้วจะไปเฉลยคำตอบ”
“นี่มึงรู้คำตอบแล้วรึ?”
นักสืบไม่ตอบ เดินลงไปในสนามเทนนิส

สามิต 14 หัวเราะหึ ๆ ขณะดูเพื่อนนักสืบเล่นเทนนิสกับเด็กหนุ่ม
ร.ต.ต.ธนูถามเจ้านาย “เขาตีเทนนิสมานานแล้วหรือครับ?”
“ไม่เคยรู้ว่าพุ่มรักมันตีเทนนิสเป็น”
“มิน่าล่ะ ท่าทางเหมือนจับไม้เป็นครั้งแรก”
ไม่ทันจบประโยค ลูกเทนนิสก็ลอยข้ามรั้วเข้ามาหาเขา ตำรวจหลบทันท่วงที
สารวัตรสามิตบ่น “ถ้ามันตีได้ดีเพียงครึ่งเดียวของการร้องเพลง…”

พุ่มรัก พานสิงห์นั่งพักเหนื่อยที่ห้องคนตาย ร.ต.ต.สมศักดิ์บอกว่า “ผมได้รายชื่อคนงานที่ตกงานมาแล้ว…”
“ไม่ต้องหรอก”
“ทำไมครับ?”
“เพราะเรื่องคนตกงานจบแล้ว คนงานได้รับการชดเชยเมื่อสองเดือนก่อน ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์ แพ้คดีนั้น ฉะนั้นไม่มีมูลเหตุจูงใจที่จะฆ่าเขา”
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ผมอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกวัน เอ๊ะ! ที่สน.ไม่รับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเลยหรือ?” “หมายความว่าไม่ใช่ฝีมือคนงาน?”
นักสืบมองหน้าตำรวจหนุ่มทั้งสอง “ทำไมถึงสรุปเร็วนักว่าเป็นฝีมือคนงาน มีใครอีกบ้างที่มีมูลเหตุจูงใจ?”
“ไม่มี”
“ลองคิดดู”
“ไม่มี”
“คุณจะเป็นนักสืบที่ดี คุณต้องคิดนอกกรอบบ้าง คุณต้องคิดทางเลือกให้หมดว่ามีอะไรบ้างแล้วค่อย ๆ ตัดคนที่ไม่เกี่ยวข้องออก อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระ มีคนมากมายที่อาจเป็นผู้ต้องสงสัย”
“เช่น?”
“เช่นแม่บ้านที่เขาไม่จ่ายเงินเดือนให้ นักเทนนิสที่ตีลูกเทนนิสคนนั้นที่อาจโกรธที่คุณธนชาติแจ้งความและปรับเงินเขาไปหลายพันบาท อาจเป็นคนขายปลาหมึกย่างที่คุณธนชาติไปเหยียบตีนเขาเข้า หรืออาจเป็นแม่ค้าขายส้มตำคนนั้น ที่เคยถูกคุณธนชาติเบี้ยวค่าส้มตำ”
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ผมมีปากก็ถามไปเรื่อย ตอนที่คุณเข้าห้องน้ำ ผมก็ชวนแม่ค้าคุย อยากรู้มั้ยว่าเค้าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน”
สารวัตรโคลงหัว “เจ้าชู้ไม่สร่าง”
“เจ้าชู้แบบนี้แก้ปัญหาของมึงมาหลายครั้งแล้วโว้ย ท่านสารวัตรใหญ่ ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกคุณคือ การใช้คำว่า ‘ฆาตกรรม’ ก่อนที่จะรู้ ความจริง ความตายของใครคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นฆาตกรรมเสมอไป แม้ว่าหลักฐานชี้ไปทางนั้น”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “แต่หลักฐานชัดเจนว่า…”
“หลักฐานที่มีไม่ได้บอกอะไรทั้งนั้น”
“งั้นเราจะอธิบายหลักฐานพวกนี้ได้ยังไง?”
“ว่ามา”
“เสียงกุกกักชั้นบนหลังจากที่เขาตายไปแล้ว”
“อาจเป็นแมว เพราะแม่บ้านบอกว่าแมวตัวนั้นชอบขึ้นไปข้างบน หรืออาจเป็นลมพัดกิ่งไม้ไหวก็ได้”
“แล้วรอยตีที่หัว…”
“อย่าเพิ่งบอกว่า ‘รอยตี’ ใช้คำว่า ‘รอยช้ำ’ ก่อนดีมั้ย”
“รอยช้ำที่หัว?”
“อาจเป็นฝีมือคนหรือไม่ใช่ก็ได้ เพราะหากเป็นการฆาตกรรมโดยบุคคลอื่น ทำไมไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลย เสื้อผ้าคนตายไม่มีรอยยับย่น สีหน้าคนตายไม่แสดงถึงความตกใจใด ๆ ”
“ผมงงแล้ว ตกลงคือคดีนี้ไม่มีใครฆ่าใคร ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แล้วอะไร?”
พุ่มรัก พานสิงห์ว่า “พวกคุณลืมอะไรอีกอย่างหนึ่ง”

“อะไรครับ?”
“จดหมายที่อยู่บนพื้น”
“นั่นเป็นจดหมายบิลค่าไฟฟ้าธรรมดา”
“ทำไมมันถึงอยู่บนพื้น?”
“ก็ไม่เห็นแปลก เวลาเขาล้มลง อาจกวาดจดหมายนั้นลงไปด้วย”
“งั้นทำไมไม่กวาดอย่างอื่นบนโต๊ะลงพื้นด้วย?”
“จดหมายบิลค่าไฟนั้นมีอะไรพิเศษหรือครับ?”
พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้ม “จดหมายนั้นถูกมีดตัดออกครึ่งเดียว”
“แล้ว?”
ไม่มีใครตัดจดหมายเพียงครึ่งเดียวแล้วหยุดแค่นั้นหรอก ถ้าไม่ตาย เสียก่อน”
สามิต 14 เลิกคิ้ว “แปลว่า?”
“แปลว่าคุณธนชาติตายไประหว่างที่กำลังตัดจดหมายบิลค่าไฟฟ้าฉบับนั้น เขาตัดมันไปได้เพียงครึ่งเดียวก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ฆ่าเขา ทำให้เขาไม่สามารถ ตัดจดหมายฉบับนั้นจนเสร็จได้ แปลว่าหนึ่ง เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะหากจะ ฆ่าตัวตายจริง คงไม่สนใจที่จะเปิดจดหมายที่มีตราการไฟฟ้าหรอก สอง ไม่มี ฆาตกรมาฆ่าเขาถึงในห้อง เพราะหากมีใครคนหนึ่งย่องมาฆ่าเขาเงียบ ๆ คงมาพร้อมอาวุธอื่น ไม่มาแย่งมีดตัดจดหมายจากมือของเขา และแทงเขาจนตาย อีกอย่างคือไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลย…”
พุ่มรัก พานสิงห์มองหน้าทุกคนในห้อง
“เหลือข้อสันนิษฐานสุดท้ายคือเขาตายด้วยตัวเอง”
“คุณบอกเองว่าเขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย”
“ผมบอกว่าเขาตายด้วยตัวเอง ไม่ได้บอกว่าเขาฆ่าตัวตาย แต่เป็นอุบัติเหตุ”
“ผมงง”
“คุณธนชาติกำลังตัดซองจดหมายฉบับนั้นได้เพียงครึ่งเดียว ลูกเทนนิส ลอยทะลุหน้าต่างเข้ามากระแทกหัวเขา มีดตัดจดหมายหลุดจากมือตกลงพื้น คุณธนชาติล้มลงทับมีดด้ามนั้น มันแทงถากแขนซ้ายทะลุเข้าที่หัวใจเขาพอดี ครับ นี่เป็นอุบัติเหตุ”
ตำรวจสามนายในห้องนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีเหตุผลดีมาก แต่คุณพุ่มรักลืมของสำคัญชิ้นหนึ่ง”
“จดหมายขู่?”
“ใช่ครับ”
พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้มบาง ๆ
“จดหมายขู่ฉบับนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย”
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“จดหมายขู่เป็นของผมเอง”
“หมาย…ความ…ว่า…”
พุ่มรัก พานสิงห์มองหน้าตำรวจหนุ่มทั้งสอง
“สิ่งแรกที่พวกคุณทำคือสันนิษฐานจากหลักฐานที่เห็น ไม่ใช่จากข้อมูลอื่น ๆ พวกคุณอาจลืมไปว่า หลักฐานที่คุณเห็นอาจมีใครจัดฉากขึ้นมาก็ได้ มันยังฟ้องว่าพวกคุณไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่เคยตามข่าวโลกภายนอก และชอบสรุปจากสิ่งที่คุณเห็น ผมเลยแกล้งเอาจดหมายที่คนอื่นขู่ผมให้คุณ เพื่อให้คุณเขวและเรียนรู้ว่า หลักฐานสามารถสร้างขึ้นได้เสมอ”
ตำรวจทั้งหมดมองหน้ากัน สามิต 14 หัวเราะ “เมื่อไหร่เลิกร้องเพลงจะให้ไปเป็นอาจารย์เต็มตัว”
ร.ต.ต.ธนูเอ่ยเสียงแผ่วว่า “งั้นผมก็คงต้องไปหานักเทนนิสคนนั้น…”
“อย่าเพิ่ง ขอให้ผมเล่นเทนนิสอีกสักรอบก่อนได้ไหม? หมอนั่นคงไม่ได้ เล่นเทนนิสอีกสักพักใหญ่แน่”

เรื่องสั้น          : หนี

รวมเรื่องสั้น      : สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง

นักเขียน         : วินทร์ เลียววาริณ

พวกนั้นตามล่าเขามา 48 ชั่วโมงแล้ว! ท้องฟ้ายามเที่ยงตรงมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาเย็น เมฆฝนแผ่คลุมเบื้องบนดังเกิดสุริยคราส ลมแรงกรรโชก หอบพัดเอาใบไม้บนพื้น ปลิวกระจัดกระจาย มันลอยไปลอยมาอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่ต่างไปจากความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เท่าใดนัก

เขาลุยโคลนข้ามลำธารสายเล็กที่ตื้นเขินแล้วไปยังฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก เพราะไม่ได้หยุดพักมานานหลายชั่วโมง เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็เปียกโชกตอนที่เขาลุยข้ามลำน้ำมา เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ทุกๆนาทีที่ผ่านไป พวกนั้นตามล่าเขาติดๆ เขาจะต้องไปให้พ้นจากหุบเขานี้ให้ได้ภายในวันนี้

หยุดก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดออก สายตากวาดไปทั่ว จำได้ว่ามีทางด่านสายเล็กลอดหุบเขานี้ออกไป ถ้าพ้นจากเขตนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเขาทำสำเร็จ แล้วปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้าออก

กูคิดผิดหรือเปล่าที่เสือกแหกคุกออกมา? กูทำไปเพราะต้องการจะออกมาจริงๆ หรือเพียงเพื่อแค่จะเอาชนะคนพวกนั้นเท่านั้น?

เรื่องบ้าๆพวกนี้เริ่มต้นเมื่อสองวันก่อนนี่เอง

“ 3 ปี 4 เดือน กับอีก 12 วัน…” ฝนพูดขึ้นลอยๆ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกินอาหารเย็น เมื่ออิ่มแล้วต่างคนต่างก็งัดบุหรี่ขึ้นมาจุด ปล่อยควันโขมงไปทั่ววง “…กูเบื่อชีวิตในคุกนี่เต็มทีแล้วโว้ย!”

“ถึงขนาดนับวัน นับชั่วโมงเชียวรึ ไอ้ฝน?…” ธาดา หนุ่มวัย 30 เศษ หนวดเครารุงรังถาม “…อยากออกไปข้างนอกมากรึไง?…”

“ถุย! สภาพข้างนอกนั่นมันแย่กว่าในนี้อีก…” ปุ้ย เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยอัดบุหรี่เต็มปอดก่อนพูดขึ้น  “…มึงลองใช้ตีนก่ายหน้าผากตรองดูซิว่าหลายปีมานี้ เคยมีนักโทษหน้าไหนที่แหกคุกออกไปได้รอดสักคน”

“ข้างนอกคุกนั่นมันป่าดิบดีๆนี่เอง…” ธาดาเสริม “…ไหนจะไข้ป่า ไหนจะทาก แล้วยังงูอีก น้ำในหนองก็กินไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไม่มีปัญญาแหกคุกนี่ออกไปเลยวะ จริงแมะ?”

“แหกคุกนี่มันยากเย็นอะไรวะ…” เขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ละเลียดควันบุหรี่ออกมาช้าๆ

“…คุกนี่มีจุดบอดอย่างน้อยก็ 3 จุด ถ้าอยากหนีออกไปจริงๆล่ะก็ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร”

“อย่าโม้ไปหน่อยเลยวะไอ้แพน…” ปุ้ยขัดจังหวะ “…กูมาอยู่นี่ 8 ปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครไปพ้นหุบเขานี่รอดเลยซักราย”

“นักโทษพวกนั้นไม่ใช้สมองนี่หว่า…” แพนตอบ “…ถ้าทำอย่างที่กูวางแผนไว้ไปรอดแน่”

“ถ้าเป็นมึงจะหนีออกไปยังไง?”

“กูไม่บอกมึงหรอก”

“ชะ! ขี้โม้!”

“พับผ่า! กูทำได้จริงๆ ถ้าอยากทำ” น้ำเสียงของแพนเต็มไปด้วยความมั่นใจ

“พิสูจน์ให้ดูหน่อยซิ ไอ้แพน”

“แล้วกูจะได้อะไรขึ้นมา?”

“อิสรภาพไง!…” ปุ้ยพูดยักคิ้ว ทั้งหมดหัวเราะเฮ “…เห็นใครๆที่นี่อยากได้มันจนตัวสั่นเหมือนจับไข้ หรือจะเอาเป็นเงินก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ 4 คน ยอมควักกระเป๋าให้คนละร้อย ถ้ามึงออกไปพ้นหุบเขานี้ได้โดยปลอดภัย จริงมั้ยพวก?”

“ใช่!” เสียงพรรคพวกอีก 3 คนขานรับ

อิสรภาพเป็นสิ่งที่ผู้คนได้รับมาแต่กำเนิด แต่บางคนกลับไม่ระวังทำมันหล่นหายในชีวิต เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขึ้นมา

แต่สำหรับแพน อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนาในตอนนี้ ศักดิ์ศรีต่างหาก ทำไมพวกนั้นต้องท้าเขาด้วย เขารู้ว่าการพนันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชาวคุกทั้งหลาย ไม่ว่านักโทษหรือผู้คุมผ่านเวลาอันเงียบเหงานี่ไปได้

เขานึกในใจ…400 บาท? ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในเวลาหลังสงครามเช่นนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขารู้ว่าการแหกคุกออกไปมีทางทำได้ แต่ไม่เคยมีความอยากที่จะทำจนกระทั่งถึงวันนี้

นาทีนี้เขาอยากพิสูจน์ให้คนพวกนี้เห็นว่า คนอย่างเขารู้จักใช้สมองมากกว่าใช้แรง

ทัณฑนิคมแห่งนี้ตั้งขึ้นในชายป่าสักภาคเหนือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ไม่นาน ล้อมรอบด้วยปราการที่มนุษย์สร้างขึ้น และปราการธรรมชาติ ป่าดงดิบ ทาก งูพิษ ไข้ป่า น้ำที่เป็นพิษ นักโทษที่อยู่ที่นี่เป็นนักโทษคดีอุฉกรรจ์ ทุกวันพวกเขาต้องทำหน้าที่ตัดต้นไม้ ถางป่า และลำเลียงท่อนไม้ออกมาโดยมีช้างลาก ตลอดเวลาทำงานมีผู้คุมอยู่อย่างใกล้ชิด โทษของการหนีคือความตายสถานเดียว เพราะถึงจะรอดจากกระสุนปืนผู้คุมไปได้ ก็อาจตายในป่าด้วยไข้จับสั่น หรือหลงทางจนอดตาย แม้กระนั้นก็ยังมีนักโทษเดนตายหนีออกไปเรื่อยๆ พวกนั้นยังคิดว่าถ้ายังขืนอยู่ในคุกต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายลงเพราะงานหนักหรือไข้ป่า สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

ฟ้าเริ่มสางแล้ว อากาศเย็นยะเยือก ไอ้แพนรู้สึกหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูก เขารู้ว่าพวกนั้นจะต้องตามมาในเวลาอันสั้น ผู้คุมทุกคนมีปืนลูกซอง อาหาร น้ำ และเสื้อกันหนาว แต่ละคนกระเหี้ยนกระหือในการทำหน้าที่เป็นผู้ล่า

ตะวันสูงขึ้นเรื่อยๆ จากยอดไม้เขามองเห็นพวกนั้นลิบๆ บนเนินเขาพวกผู้คุมตามมาเร็วกว่าที่คาด เขามุ่งเดินหน้าต่อไป ระยะทางอีก 15 กิโลเมตรกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ผู้หนีใช้มีดฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางแล้วเดินลุยข้ามไป บางครั้งลำตัวของเขาครูดกับกิ่งไม้จนเสื้อขาดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังเดินหน้าต่อไปไม่หยุดอย่างอดทน ภาพของเงิน 400 บาทปรากฏขึ้นในใจของเขา สลับกับใบหน้าของคนพวกนั้น

หลังเที่ยงเขางัดเสบียงขึ้นมากินอย่างรีบๆ แล้วก็หนีต่อไป ทางด่านเริ่มเปลี่ยนเป็นดินสีแดงแห้งกรัง เมื่อหลายปีก่อนบริเวณนี้เคยมีชาวป่ามาทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งน้ำในห้วยตื้นเขินลงจึงอพยพจากไป ซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง

แพนลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม น้ำเป็นโคลนสีแดงดื่มมาได้ เขาพบว่าฝูงทากหลายสิบตัวเกาะติดขาของเขาทั้งสอง เมื่อพ้นลำห้วยเขาทรุดตัวนั่งลงแกะทากออกทีละตัว เมื่อนั้นจึงพบว่าเสบียงกรังของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำโคลน

“ไอ้ห่า” เขาสบถ อาหารที่เขากะว่าจะใช้เป็นเสบียงสักสองสามวันเป็นอันต้องโยนทิ้งไป

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที ในชั่วโมงที่สามสิบเขาเริ่มหมดแรง เดินช้าลงเรื่อยๆ สภาพของเขาตอนนี้เริ่มทรุดโทรมเพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว  ระยำ! เขาสบถ กูควรจะยอมแพ้แล้วหันหน้ากลับไปตอนนี้ดีหรือไม่?  นึกถึงสีหน้าของพวกนั้นที่จะต้องหัวเราะเยาะเขาหากเขายอมแพ้ เขาได้แต่ก้าวเดินต่อไป

เที่ยงวันที่ 2 เขาเลียน้ำหยดสุดท้ายจากกระติก เหนื่อย! เหนื่อยเหลือเกิน! เขาทรุดตัวลงหอบ ขอบตาทั้งสองดำคล้ำ ตลอดคืนวานเขาแทบไม่ได้นอนหลับเลย เพราะฝูงยุงจำนวนหลายร้อยตัวบุกรบกวน

ไม่ไหวแล้ว! เขานั่งพิงกับต้นไม้ และโดยไม่ตั้งใจเขาม่อยหลับไป ไม่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล

เม็ดฝนที่ตกเปาะแปะลงบนใบหน้าของเขา ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ายามบ่ายปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา หยาดน้ำไหลย้อยจากใบหน้าเขาลงมา ไม่รู้ว่ามันป็นหยาดเหงื่อหรือหยาดฝน อ้าปากกว้างปล่อยให้น้ำฝนไหลเข้าปาก ดืมจนเต็มอิ่มแล้วลุกขึ้น

ได้เวลาหนีต่อไปอีกแล้ว!

สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้นมาก ยังเหลือระยะทางอีกไม่ถึง 2 กิโลเมตร เขาก็จะพ้นจากขุมนรกนี้แล้ว

ก้าวขาออกวิ่งเหยาะๆออกไป บริเวณนี้เป็นป่าโปร่ง เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้ต้นหนึ่ง มองลงมา ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็เห็นพวกนั้นอยู่ในระยะไม่เกิน 100 เมตร นักล่าตามมาใกล้กว่าที่เขาคิด คงจะตามมาไม่หยุดในช่วงเวลาที่เขาหลับ

สายตาของเขากวาดไปพบลำธารสายหนึ่งเบื้องหน้า มันถูกเศษใบไม้ทับถมจนตื้นเขิน แต่ยังมีน้ำไหลอยู่บ้าง ดินโดยรอบเป็นโคลนเลน เขาก้าวขาตั้งใจเดินลุยข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พื้นดินยุบลงไปเห็นรอยเท้าของเขาชัดเจน

เขาชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในสมอง มองไปรอบตัว สายหยุดที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาข้ามไปถึงฝั่งตรงข้าม เม้มริมฝีปากแล้วปีนขึ้นต้นไทรใหญ่นั้น ค่อยๆไต่ไปตามกิ่งที่ทอดข้ามไปจนถึงฝั่งตรงข้าม และกระโดดลงมา ถอดเสื้อที่ขาดแล้วเหวี่ยงลงกับพื้น ปลดกระติกน้ำทิ้งไว้ใกล้ๆ เดินถอยหลังข้ามฝั่งกลับมาทางเดิม ปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคบไม้ประดู่ยักษ์ที่ห่างออกไปราม 30 เมตร และรอคอยอย่างใจเย็น เขาหวังว่าพวกนั้นจะตามรอยเท้าเขาไปยังฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าและกระติกน้ำที่เขาทิ้งไว้บนทาง คงช่วยทำให้พวกนั้นคิดว่าตามรอยเท้าไปถูกทางแล้ว

แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วเสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าก็ดังลอดขึ้นมา จากที่ซ่อนเขามองเห็นชายสามคนนั้นอย่างชัดเจน ผู้คุมทุกคนถือปืนลูกซองในมือ หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาหลบวูบ ไม่กล้าโผล่ศีรษะออกไปดูอีก

“เห็นรอยเท้านั่นมั้ย?” เสียงผู้คุมนายหนึ่งลอยแว่วมา

“ใช่รอยเท้าไอ้แพนมันแน่” อีกคนหนึ่งตอบ

“รอยยังใหม่อยู่ ตามมันไปเลย มันคงยังไปได้ไม่ไกล”

“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง! ไอ้แพนนี่มันฉลาด มีลูกเล่นมากน่าดู ไม่แน่ว่ามันจะมีแผนอะไร…”

“ปัดโธ่! ข้าได้กลิ่นมันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้ว”

เสียงฝีเท้าทั้ง 3 คู่ค่อยๆหายไป

ครู่หนึ่งมีเสียงร้องแว่วมา “นั่นไงเสื้อของมัน เราตามมาถูกทางแล้ว”

แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิทลง

เขานอนซ่อนตัวอยู่อีก 15 นาที ก่อนปีนลงมาช้าๆ พวกนั้นหลงกลเขาแล้ว ตอนนี้เขาจะเผ่นไปอีกทิศทางหนึ่ง

สลัดแข้งสลัดขาแล้วก้าวยาวๆออกไป พักใหญ่ก็ผ่านดงต้นสักใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ฝนหยุดตกแล้ว บรรยากาศภายนอกเงียบสงบ

เงียบจนผิดสังเกต!

กริ๊ก!

เขาหยุดนิ่ง หันหน้ากลับมา

ผู้คุมสามคนนั้นยืนตระหง่านอยู่ในดงต้นสัก ปืนลูกซองสามกระบอกเรียงหน้ากระดานเล็งมาที่เขา พวกนั้นแกล้งตามรอยเขาไป แล้วย้อนกลับมาดักรอเขาที่นี่!

ผู้คุมทั้ง 3 แสยะยิ้ม “เป็นไงวะ ไอ้แพน… แผนสูงนะเราน่ะ…”

เขาเงียบ

“…แต่จะแน่แค่ไหน กูก็เดาแผนของมึงออก เพราะกูรู้จักมึงดี”

เงียบ!

“เห็นรึยังว่าไม่เคยมีใครแหกคุกนี้ออกไปได้ซักคน ยังไงก็นับว่ามึงแน่เหมือนกันที่รอดมาได้นานตั้ง 3 วัน ตอนนี้ยอมแพ้แล้วยังวะ?”

เขามองหน้าผู้คุมทั้งสาม ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น แล้วตอบอย่างหมดแรง

“เออ! ยอมแพ้แล้ว!”

ผู้คุมลดปืนลงก่อนพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เลิกสนุกกันได้แล้วพวก! ไอ้แพนมันแพ้แล้ว ไอ้ฝนเอาข้าวที่เหลือให้มันกิน ไอ้ปุ้ยเอาชุดพัสดีใหม่ให้มันใส่ด้วย จุ๊! จุ๊! ดูสภาพมันสิวะ ต่อให้ชนะพนันก็ไม่คุ้มกันเล้ย พับผ่า! เป็นผู้คุมอยู่ดีๆไม่ชอบ เสือกอยากลองเป็นนักโทษซะนี่”

เรื่องสั้น                          : จดหมายขู่
จากรวมเรื่องสั้นชุด            : ฆาตกรรมกลางทะเล

นักเขียน                         : วินทร์ เลียววาริณ

ลูกเทนนิสพุ่งด้วยความเร็วแรงกระทบหน้าต่างชั้นบน เสียงกระจกแตกดังกังวานพร้อมเศษกระจกกระจัดกระจาย หลายชิ้นตกลงมากระทบพื้นหญ้า
แล้วทุกอย่างก็เงียบไปอึดใจ
เด็กหนุ่มนักเทนนิสสองคนมองหน้ากัน คนหวดลูกไปกระแทกกระจกหน้าต่างแตกมองเพื่อนตาปริบ ๆ “ทำไงดี?”
“ไปบอกเจ้าของดีกว่า”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งลังเล “จะดีหรือ? ครั้งก่อนเขาด่าเราเสียไม่มีดี แถมยังแจ้งความตำรวจอีก…”
“ลูกผู้ชายกล้าทำก็กล้ารับ”
“เอ้า! ไปก็ไปวะ”
นักหวดทั้งสองเดินไปกดกริ่งที่รั้ว นานสองนานก็ไม่มีใครออกมารับ เด็กหนุ่มผลักประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย
ทั้งสองมองหน้ากันและตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้าน หนึ่งในนั้นร้องว่า “มีใครอยู่บ้านมั้ยครับ?”
เงียบสนิท
เสียงวัตถุบางอย่างกระทบพื้นดังมาจากชั้นบน ทั้งสองมองหน้ากัน คนหนึ่งว่า “กลับดีกว่า”
“เขาคงอยู่ชั้นบน”
เขาเดินขึ้นชั้นบน เห็นประตูเปิดกว้าง เอ่ยเสียงดังอีกครั้ง “คุณครับ เราทำกระจกบ้านคุณแตกครับ…”
เขาก้าวเข้าไปในห้องนั้นและอุทานเสียงดัง
ชายเจ้าของบ้านนอนคว่ำหน้าบนพื้น เลือดไหลนอง…

พุ่มรัก พานสิงห์เดินเลียบสนามหญ้า บอกร้อยตำรวจตรีธนูว่า “ไม่ยักรู้ว่าที่ ตรงนี้มีคอร์ตเทนนิสใหญ่ด้วย”
เขากำลังนอนเอกเขนกเมื่อนายตำรวจหนุ่มมาตามเขาที่บ้าน บอกสั้น ๆ ว่า “สารวัตรให้มาตามพี่”
“ไปไหน?”
“สารวัตรไม่ได้บอก แค่ว่า ‘ถ้าพุ่มรักมันถามว่าไปไหน ให้บอกว่ากูพบร้านส้มตำอร่อยแซบ’ ”
พุ่มรัก พานสิงห์หัวเราะ “เจ้านายคุณนี่รู้จุดอ่อนของผมดี”
สี่สิบสองนาทีถัดมาเขาก็นั่งอยู่ตรงข้าม สามิต 14 ร.ต.ต.สมศักดิ์ และร.ต.ต.ธนูในร้านขายส้มตำไม่มีชื่อริมคอร์ตเทนนิสที่เขาไม่รู้จักชื่อ

ทั้งสี่— สามนายตำรวจกับหนึ่งนักสืบกินส้มตำเงียบ ๆ เมื่ออิ่มแล้ว พุ่มรัก พานสิงห์เอ่ยทันที “ใครตาย?”
“ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์”
“นักธุรกิจ นักลงทุนหุ้น…”
“มึงรู้?”
“กูอ่านหนังสือออก ก็อ่านข่าวไปเรื่อย”
สารวัตรหัวเราะ “อ่านพวกธุรกิจด้วยรึ?”
“ทำไมเสี่ยวอย่างกูไม่มีสิทธิ์อ่านรึ เขาตายยังไง?”
“เดี๋ยวมึงก็รู้”

สามิต 14 บอกพุ่มรัก พานสิงห์ “คดีนี้กูพาลูกน้องสองคนนี้มาออก ภาคสนาม กูจะให้เด็กสรุปผลของคดีนี้ มึงนั่งฟังดูแล้วกัน”
“ฟังเฉย ๆ ?”
“ฟังแล้วคิดด้วยสิวะ”
ทั้งหมดเดินไปที่บ้านของเหยื่อ พุ่มรัก พานสิงห์ถามสารวัตร “ใครเป็นคนแจ้งเหตุ?”
“เด็กหนุ่มสองคนที่เล่นเทนนิสที่คอร์ตข้าง ๆ บ้านของเขา”
“เล่นเทนนิสแล้วทำไมถึงไปพบศพ?”
“เพราะเด็กสองคนนั่นตีเทนนิสไปกระแทกกระจกหน้าต่างแตก เลยไปหาเจ้าของบ้าน”
“ซื่อดีนะ เดี๋ยวนี้เห็นแต่คนขับรถชนคนแล้วหนี”
“แต่ก็โชคดีที่ทั้งสองคนนั้นไปหาเจ้าของ ทำให้รู้ว่าฆาตกรรมเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น”
“รู้ได้ยังไง?”
“ทั้งสองคนบอกตรงกันว่า ได้ยินเสียงกุกกักจากชั้นบนตอนที่ไปหา เชื่อว่า อาจเป็นเสียงที่ฆาตกรทำ…”

พุ่มรัก พานสิงห์มองสภาพศพเจ้าของบ้านอย่างละเอียด ย่อตัวลงมองดูซอง จดหมายที่ตกอยู่บนพื้น หลังจากนั้นก็เดินไปดูรอยแตกของกระจกหน้าต่าง ตลอดเวลาไม่เอ่ยออกมาสักคำเดียว

สามิต 14 บอกร้อยตำรวจตรีทั้งสอง “บอกผมหน่อยซิว่าพวกคุณเห็นอะไรบ้าง?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “นี่เป็นการฆ่าตัวตายแน่นอน” “ทำไมสรุปอย่างนั้น?”
“ไม่มีร่องรอยของการบุกรุก หน้าต่างปิดสนิท ไม่มีรอยเท้าของคนอื่น ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ที่สำคัญที่สุดคือมีดตัดจดหมายปักคาอกตรงหัวใจพอดี แสดงว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย เพราะเขาตั้งใจให้ตนเองตายแบบไม่ทรมาน”
“ธนูล่ะ?”
“เห็นเหมือนกับสมศักดิ์ครับ เพียงแต่ผมนึกไม่ออกว่า ทำไมแขนซ้ายของ คนตายจึงมีรอยแผลยาว”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “แผลที่แขนซ้ายเกิดขึ้นหลังจากที่เขาแทงตัวเองแล้ว เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการที่เขาคงล้มลงไปครูดขอบโต๊ะอย่างแรง และเป็นแผลที่ไม่ เกี่ยวกับความตายของเขา”
สารวัตรลูบหนวดยิ้ม “จบแล้วหรือ?”
“ครับ” “แล้วพวกคุณจะอธิบายรอยช้ำที่ศีรษะของเขายังไง?”
ร.ต.ต.ธนูว่า “มีรอยช้ำที่หัวด้วยหรือครับ?”
ตำรวจหนุ่มทั้งสองเดินไปดูรอยที่ศีรษะคนตาย
ร.ต.ต.สมศักดิ์เอ่ย “รอยนี้อาจเกิดจากตอนที่เขาล้มลงเมื่อแทงตัวเองแล้ว”
สารวัตรยิ้ม “ตกลงมีสองรอยที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาแทงตัวเองแล้ว คือ รอยแผลที่แขนกับรอยช้ำที่หัว ทั้งสองตำแหน่งอยู่ห่างกันทีเดียว”
ร.ต.ต.สมศักดิ์แย้ง “ก็ไม่แปลกนี่ครับ เขาล้มลงครูดกับขอบโต๊ะ ศีรษะฟาดพื้น”
เจ้านายพยักหน้า “เออ! มีเหตุผล แต่มีคำถามข้อหนึ่งคือ เวลาเราจะแทงขั้วหัวใจตัวเอง ทำไมไม่แทงจากด้านหน้าอกตรง ๆ ? ทำไมถึงต้องแทงเฉียดแขนซ้ายไปเสียบหัวใจพอดี?”
“สารวัตรรู้ได้ยังไงว่าแทงเฉียดแขนไปเสียบหัวใจครับ?”
“เพราะแผลที่แขนเกิดจากคมมีดตัดกระดาษ ตำแหน่งของแผลอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจพอดี แสดงว่าคมมีดแทงผ่านแขนซ้ายทะลุหัวใจ ไม่มีใครฆ่าตัวตายแบบนี้หรอก เพราะมันเจ็บปวดเกินไป”
พุ่มรัก พานสิงห์หัวเราะว่า “เขาอาจอยากทรมานตัวเอง”
“ตลกร้ายอะไรในเวลาอย่างนี้ พุ่มรักว่ายังไงกับการสืบสวนของเด็กสองคนนี้?”
พุ่มรัก พานสิงห์สั่นหัว
“สั่นหัวทำไม? คำตอบของธนูกับสมศักดิ์ไม่ดีพอ?”
“ข้อสันนิษฐานของสองคนนี้ก็เป็นไปได้… หากไม่มีไอ้นี่”
พุ่มรัก พานสิงห์ยื่นแขนออกมา แบมือที่กำไว้ เผยให้เห็นกระดาษยับย่นก้อนหนึ่ง
สารวัตรคลี่กระดาษแผ่นนั้นและมองแวบเดียว ยื่นต่อให้ตำรวจหนุ่ม “ธนูอ่านหน่อยซิ”
นายตำรวจหนุ่มอ่านข้อความบนกระดาษ
“มึงทำลายกู มึงต้องตาย”
“นี่เป็นจดหมายขู่ฆ่า…”
“เขามีศัตรูทางธุรกิจเยอะ มีหลายคนอยากให้เขาตาย” “คุณพุ่มรักพบมันที่ไหน?”
“ในถังขยะ”
นายตำรวจหนุ่มว่า “ใช่สิ ผมลืมดูถังขยะ”
“ถังขยะซ่อนอะไรต่ออะไรมากมาย นักสืบความลับของบริษัทมักคุ้ยหา ความลับของบริษัทคู่แข่งจากถังขยะ เพราะพนักงานจำนวนไม่น้อยเลินเล่อ ขยำข้อมูลทิ้งลงตะกร้า ร้านอาหารใหญ่ ๆ วิเคราะห์ความอร่อยของอาหารจาก ถังขยะ”
“วิเคราะห์ยังไงครับ?”
“ก็ดูว่าอาหารประเภทใดที่ลูกค้าไม่กิน แล้วปรับปรุงอาหารจานนั้น หรือไม่ก็ตัดรายการนั้นออกจากเมนู”
“อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่า อาหารขยะ”
สามิต 14 ว่า “เข้าเรื่องของเราต่อ จดหมายนี้แปลว่าอะไร?”
“แปลว่าเขามีศัตรูเยอะ”
สารวัตรว่า “ตอบแค่นี้ไม่พอ ไม่มีใครรู้จักเขาเลยหรือ?” ตำรวจหนุ่มทั้งสองสั่นหัว
พุ่มรัก พานสิงห์ว่า “ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์ คนนี้เป็นนักเทคโอเวอร์บริษัท ซื้อหลายกิจการไปแล้ว ก็เปลี่ยนผู้บริหารและไล่คนออก จึงน่าจะเป็นสาเหตุของการฆ่า เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาปิดบริษัทไทยโอเวอร์ซีส์แก๊ส เขาทำให้คนงาน หลายร้อยคนตกงาน”
สามิต 14 ว่า “มึงรู้จักเขาหรือ?”
“เปล่า แต่กูอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกวัน เอ๊ะ! ที่สน.ไม่รับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเลยหรือ?”
“มึงแดกกูรึ ไอ้พุ่มรัก?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์เปรย “จะว่าไปแล้วเขาก็ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่”
สารวัตรว่า “เราเป็นตำรวจ หน้าที่เราคือจับคนร้าย ไม่ใช่วิจารณ์ มาถึง ตอนนี้ หลักฐานทั้งหมดที่พวกคุณมีบอกอะไรบ้าง?”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “ก็เปลี่ยนโฉมคดีว่า คนตายถูกฆาตกรรม ฆาตกรน่าจะเป็นพวกที่เสียผลประโยชน์จากการยุบบริษัทนั้น”
พุ่มรัก พานสิงห์สั่นหัว “คุณสรุปเร็วเกินไป”

พุ่มรัก พานสิงห์เดินไปหานักเทนนิสหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่ริมสนาม “พวกคุณเล่นเทนนิสที่นี่บ่อยมั้ย?”
“ทุกวันอังคารกับพฤหัส เป็นช่วงที่คอร์ตว่างและค่าเช่าถูกกว่าเวลาอื่น”
“ทำไมถึงเจอศพ?”
“ผมหวดลูกเทนนิสไปทำกระจกหน้าต่างแตก เลยไปแจ้งเจ้าของบ้าน กดกริ่งอยู่นาน แต่ไม่มีใครมารับ”
“เขามีแม่บ้านไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ทราบครับ แต่ไม่มีใครมาเปิดประตู พอดีเห็นประตูแง้มอยู่”
“พวกคุณก็เข้าไป?”
“ครับ”
“เมื่อเจอศพทำไง?”
“ก็โทร.เรียกตำรวจทันที”
“เคยหวดกระจกแตกยังงี้มาก่อนมั้ย?”
“เคยครับ นี่เป็นครั้งที่สอง”
“แล้ว?”
“คุณธนชาติเรียกค่าเสียหายห้าหมื่นบาท บอกว่าค่าเวลาของเขาแพง เราบอกไม่มีเงินขนาดนั้น กระจกบ้าอะไรตั้งห้าหมื่น เขาเลยบอกจะเรียกตำรวจมาจับ ในที่สุดก็ตกลงชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายไปตั้งสามพันบาทสำหรับกระจกที่แตก เขายังว่าทีหลังฝึกฝีมือการตีลูกให้ดีกว่านี้แล้วกัน”
“เขาไม่มีแม่บ้านรึ?” เขาถามตำรวจหนุ่ม
“มีคนหนึ่งครับ”
“ถามรึเปล่าว่า ทำไมไม่ไปเปิดประตูตอนที่นักเทนนิสมากดกริ่ง?”
“เปล่าครับ”

นายตำรวจหนุ่มพาพุ่มรักไปหาแม่บ้านที่ชั้นดาดฟ้า แม่บ้านของคนตายผมขาวทั้งหัว เดินงกเงิ่น อุ้มแมวสีสวาดตัวหนึ่ง พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้ม “แมวสวยนะครับ”
“ว่าไงนะ?”
“ผมว่าแมวสวยนะครับ”
“อ๋อ! ฉันสบายดี”
เขาถามเป็นครั้งที่สาม เร่งระดับเสียงขึ้นอีกหลายสิบเดซิเบล รู้แล้วว่าทำไมแม่บ้านไม่ได้ยินเสียงกริ่ง
“อ้อ! ใช่ แมวตัวนี้ซนมาก นี่มาตามมันที่บนดาดฟ้านี่ ชอบเข้าห้องคุณ ธนชาติคุ้ยข้าวของเลอะเทอะ ซนมากจนคุณธนชาติบอกว่า ไม่ให้เลี้ยงแล้ว เลยเอามาเลี้ยงในครัว แต่พอเผลอก็หนีขึ้นชั้นบนอีก”
“ป้ารู้เรื่องคุณธนชาติแล้วใช่ไหม?”

“ว่าไงนะ?”
“ป้ารู้ว่าคุณธนชาติตายแล้วใช่ไหม?”
ป้าพยักหน้า ตาแดง ๆ
“ตอนที่เกิดเหตุ ป้าอยู่ที่ไหนครับ?”
“ว่าไงนะ?”
“ตอนที่เกิดเหตุ ป้าอยู่ที่ไหนครับ?”
“อยู่ในครัว”
“ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรเลยหรือครับ?”
“ว่าไงนะ?” เขารู้สึกเหนื่อย
“ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรหรือครับ?”
“เปล่าค่ะ”
“เห็นอะไรผิดสังเกตไหมครับ?”
“ไม่ค่ะ”
“พวกที่ตีเทนนิสเคยมาหาคุณธนชาติบ้างหรือเปล่าครับ?”
แม่บ้านบอกว่า “ไม่มีหรอก ยกเว้นหนุ่มสองคนนี้ คนอื่น ๆ ตีเทนนิส ทำหน้าต่างแตกมาหลายทีแล้ว แต่ก็หนีหมด ท่านสั่งให้ทำที่กั้น แต่ยังไม่ทัน ทำ ก็เกิดเหตุเสียก่อน”
“คุณธนชาติอยู่คนเดียวหรือครับ ป้า?”
“อะไรนะ?”
“คุณธนชาติมีครอบครัวมั้ยครับ?”
“เคยมี แต่หย่ากันมาหลายปีแล้ว แม้แต่เมียยังทนเขาไม่ได้”
“ทำไมครับ?”
ป้ากระซิบ “บอกความลับอะไรให้ฟังเอาไหม แล้วอย่าบอกใครนะ”
นักสืบพยักหน้า
“คุณธนชาติน่ะขี้เหนียวสุดยอด นี่ไม่ได้จ่ายเงินเดือนป้ามาหลายปีแล้ว แต่ป้าก็ยอม ไปไหนไม่รอด แก่แล้ว ต้องอยู่ที่นี่”

เขาเดินลงบันได เห็นสามิต 14 ยืนดูดบุหรี่ที่นั่น
สารวัตรถามเขา “นี่มึงจะไปไหน?”
“ตีเทนนิส ไม่ได้ตีนานแล้ว อยากลองดู”
“คดียังแก้ไม่ได้…”
“ไขคดีต้องใจผ่อนคลาย ขอตีเทนนิสคลายเครียดก่อนได้มั้ย เสร็จแล้วจะไปเฉลยคำตอบ”
“นี่มึงรู้คำตอบแล้วรึ?”
นักสืบไม่ตอบ เดินลงไปในสนามเทนนิส

สามิต 14 หัวเราะหึ ๆ ขณะดูเพื่อนนักสืบเล่นเทนนิสกับเด็กหนุ่ม
ร.ต.ต.ธนูถามเจ้านาย “เขาตีเทนนิสมานานแล้วหรือครับ?”
“ไม่เคยรู้ว่าพุ่มรักมันตีเทนนิสเป็น”
“มิน่าล่ะ ท่าทางเหมือนจับไม้เป็นครั้งแรก”
ไม่ทันจบประโยค ลูกเทนนิสก็ลอยข้ามรั้วเข้ามาหาเขา ตำรวจหลบทันท่วงที
สารวัตรสามิตบ่น “ถ้ามันตีได้ดีเพียงครึ่งเดียวของการร้องเพลง…”

พุ่มรัก พานสิงห์นั่งพักเหนื่อยที่ห้องคนตาย ร.ต.ต.สมศักดิ์บอกว่า “ผมได้รายชื่อคนงานที่ตกงานมาแล้ว…”
“ไม่ต้องหรอก”
“ทำไมครับ?”
“เพราะเรื่องคนตกงานจบแล้ว คนงานได้รับการชดเชยเมื่อสองเดือนก่อน ธนชาติ ไกรสุรสีหราชย์ แพ้คดีนั้น ฉะนั้นไม่มีมูลเหตุจูงใจที่จะฆ่าเขา”
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ผมอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกวัน เอ๊ะ! ที่สน.ไม่รับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเลยหรือ?” “หมายความว่าไม่ใช่ฝีมือคนงาน?”
นักสืบมองหน้าตำรวจหนุ่มทั้งสอง “ทำไมถึงสรุปเร็วนักว่าเป็นฝีมือคนงาน มีใครอีกบ้างที่มีมูลเหตุจูงใจ?”
“ไม่มี”
“ลองคิดดู”
“ไม่มี”
“คุณจะเป็นนักสืบที่ดี คุณต้องคิดนอกกรอบบ้าง คุณต้องคิดทางเลือกให้หมดว่ามีอะไรบ้างแล้วค่อย ๆ ตัดคนที่ไม่เกี่ยวข้องออก อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระ มีคนมากมายที่อาจเป็นผู้ต้องสงสัย”
“เช่น?”
“เช่นแม่บ้านที่เขาไม่จ่ายเงินเดือนให้ นักเทนนิสที่ตีลูกเทนนิสคนนั้นที่อาจโกรธที่คุณธนชาติแจ้งความและปรับเงินเขาไปหลายพันบาท อาจเป็นคนขายปลาหมึกย่างที่คุณธนชาติไปเหยียบตีนเขาเข้า หรืออาจเป็นแม่ค้าขายส้มตำคนนั้น ที่เคยถูกคุณธนชาติเบี้ยวค่าส้มตำ”
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ผมมีปากก็ถามไปเรื่อย ตอนที่คุณเข้าห้องน้ำ ผมก็ชวนแม่ค้าคุย อยากรู้มั้ยว่าเค้าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน”
สารวัตรโคลงหัว “เจ้าชู้ไม่สร่าง”
“เจ้าชู้แบบนี้แก้ปัญหาของมึงมาหลายครั้งแล้วโว้ย ท่านสารวัตรใหญ่ ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกคุณคือ การใช้คำว่า ‘ฆาตกรรม’ ก่อนที่จะรู้ ความจริง ความตายของใครคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นฆาตกรรมเสมอไป แม้ว่าหลักฐานชี้ไปทางนั้น”
ร.ต.ต.สมศักดิ์ว่า “แต่หลักฐานชัดเจนว่า…”
“หลักฐานที่มีไม่ได้บอกอะไรทั้งนั้น”
“งั้นเราจะอธิบายหลักฐานพวกนี้ได้ยังไง?”
“ว่ามา”
“เสียงกุกกักชั้นบนหลังจากที่เขาตายไปแล้ว”
“อาจเป็นแมว เพราะแม่บ้านบอกว่าแมวตัวนั้นชอบขึ้นไปข้างบน หรืออาจเป็นลมพัดกิ่งไม้ไหวก็ได้”
“แล้วรอยตีที่หัว…”
“อย่าเพิ่งบอกว่า ‘รอยตี’ ใช้คำว่า ‘รอยช้ำ’ ก่อนดีมั้ย”
“รอยช้ำที่หัว?”
“อาจเป็นฝีมือคนหรือไม่ใช่ก็ได้ เพราะหากเป็นการฆาตกรรมโดยบุคคลอื่น ทำไมไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลย เสื้อผ้าคนตายไม่มีรอยยับย่น สีหน้าคนตายไม่แสดงถึงความตกใจใด ๆ ”
“ผมงงแล้ว ตกลงคือคดีนี้ไม่มีใครฆ่าใคร ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แล้วอะไร?”
พุ่มรัก พานสิงห์ว่า “พวกคุณลืมอะไรอีกอย่างหนึ่ง”

“อะไรครับ?”
“จดหมายที่อยู่บนพื้น”
“นั่นเป็นจดหมายบิลค่าไฟฟ้าธรรมดา”
“ทำไมมันถึงอยู่บนพื้น?”
“ก็ไม่เห็นแปลก เวลาเขาล้มลง อาจกวาดจดหมายนั้นลงไปด้วย”
“งั้นทำไมไม่กวาดอย่างอื่นบนโต๊ะลงพื้นด้วย?”
“จดหมายบิลค่าไฟนั้นมีอะไรพิเศษหรือครับ?”
พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้ม “จดหมายนั้นถูกมีดตัดออกครึ่งเดียว”
“แล้ว?”
ไม่มีใครตัดจดหมายเพียงครึ่งเดียวแล้วหยุดแค่นั้นหรอก ถ้าไม่ตาย เสียก่อน”
สามิต 14 เลิกคิ้ว “แปลว่า?”
“แปลว่าคุณธนชาติตายไประหว่างที่กำลังตัดจดหมายบิลค่าไฟฟ้าฉบับนั้น เขาตัดมันไปได้เพียงครึ่งเดียวก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ฆ่าเขา ทำให้เขาไม่สามารถ ตัดจดหมายฉบับนั้นจนเสร็จได้ แปลว่าหนึ่ง เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะหากจะ ฆ่าตัวตายจริง คงไม่สนใจที่จะเปิดจดหมายที่มีตราการไฟฟ้าหรอก สอง ไม่มี ฆาตกรมาฆ่าเขาถึงในห้อง เพราะหากมีใครคนหนึ่งย่องมาฆ่าเขาเงียบ ๆ คงมาพร้อมอาวุธอื่น ไม่มาแย่งมีดตัดจดหมายจากมือของเขา และแทงเขาจนตาย อีกอย่างคือไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลย…”
พุ่มรัก พานสิงห์มองหน้าทุกคนในห้อง
“เหลือข้อสันนิษฐานสุดท้ายคือเขาตายด้วยตัวเอง”
“คุณบอกเองว่าเขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย”
“ผมบอกว่าเขาตายด้วยตัวเอง ไม่ได้บอกว่าเขาฆ่าตัวตาย แต่เป็นอุบัติเหตุ”
“ผมงง”
“คุณธนชาติกำลังตัดซองจดหมายฉบับนั้นได้เพียงครึ่งเดียว ลูกเทนนิส ลอยทะลุหน้าต่างเข้ามากระแทกหัวเขา มีดตัดจดหมายหลุดจากมือตกลงพื้น คุณธนชาติล้มลงทับมีดด้ามนั้น มันแทงถากแขนซ้ายทะลุเข้าที่หัวใจเขาพอดี ครับ นี่เป็นอุบัติเหตุ”
ตำรวจสามนายในห้องนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีเหตุผลดีมาก แต่คุณพุ่มรักลืมของสำคัญชิ้นหนึ่ง”
“จดหมายขู่?”
“ใช่ครับ”
พุ่มรัก พานสิงห์ยิ้มบาง ๆ
“จดหมายขู่ฉบับนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย”
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“จดหมายขู่เป็นของผมเอง”
“หมาย…ความ…ว่า…”
พุ่มรัก พานสิงห์มองหน้าตำรวจหนุ่มทั้งสอง
“สิ่งแรกที่พวกคุณทำคือสันนิษฐานจากหลักฐานที่เห็น ไม่ใช่จากข้อมูลอื่น ๆ พวกคุณอาจลืมไปว่า หลักฐานที่คุณเห็นอาจมีใครจัดฉากขึ้นมาก็ได้ มันยังฟ้องว่าพวกคุณไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่เคยตามข่าวโลกภายนอก และชอบสรุปจากสิ่งที่คุณเห็น ผมเลยแกล้งเอาจดหมายที่คนอื่นขู่ผมให้คุณ เพื่อให้คุณเขวและเรียนรู้ว่า หลักฐานสามารถสร้างขึ้นได้เสมอ”
ตำรวจทั้งหมดมองหน้ากัน สามิต 14 หัวเราะ “เมื่อไหร่เลิกร้องเพลงจะให้ไปเป็นอาจารย์เต็มตัว”
ร.ต.ต.ธนูเอ่ยเสียงแผ่วว่า “งั้นผมก็คงต้องไปหานักเทนนิสคนนั้น…”
“อย่าเพิ่ง ขอให้ผมเล่นเทนนิสอีกสักรอบก่อนได้ไหม? หมอนั่นคงไม่ได้ เล่นเทนนิสอีกสักพักใหญ่แน่”

 

www.winbookclub.com

 

 

เรื่องสั้น          : หนี

รวมเรื่องสั้น      : สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง

นักเขียน         : วินทร์ เลียววาริณ

พวกนั้นตามล่าเขามา 48 ชั่วโมงแล้ว! ท้องฟ้ายามเที่ยงตรงมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาเย็น เมฆฝนแผ่คลุมเบื้องบนดังเกิดสุริยคราส ลมแรงกรรโชก หอบพัดเอาใบไม้บนพื้น ปลิวกระจัดกระจาย มันลอยไปลอยมาอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่ต่างไปจากความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เท่าใดนัก

เขาลุยโคลนข้ามลำธารสายเล็กที่ตื้นเขินแล้วไปยังฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก เพราะไม่ได้หยุดพักมานานหลายชั่วโมง เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็เปียกโชกตอนที่เขาลุยข้ามลำน้ำมา เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ทุกๆนาทีที่ผ่านไป พวกนั้นตามล่าเขาติดๆ เขาจะต้องไปให้พ้นจากหุบเขานี้ให้ได้ภายในวันนี้

หยุดก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดออก สายตากวาดไปทั่ว จำได้ว่ามีทางด่านสายเล็กลอดหุบเขานี้ออกไป ถ้าพ้นจากเขตนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเขาทำสำเร็จ แล้วปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้าออก

กูคิดผิดหรือเปล่าที่เสือกแหกคุกออกมา? กูทำไปเพราะต้องการจะออกมาจริงๆ หรือเพียงเพื่อแค่จะเอาชนะคนพวกนั้นเท่านั้น?

เรื่องบ้าๆพวกนี้เริ่มต้นเมื่อสองวันก่อนนี่เอง

“ 3 ปี 4 เดือน กับอีก 12 วัน…” ฝนพูดขึ้นลอยๆ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกินอาหารเย็น เมื่ออิ่มแล้วต่างคนต่างก็งัดบุหรี่ขึ้นมาจุด ปล่อยควันโขมงไปทั่ววง “…กูเบื่อชีวิตในคุกนี่เต็มทีแล้วโว้ย!”

“ถึงขนาดนับวัน นับชั่วโมงเชียวรึ ไอ้ฝน?…” ธาดา หนุ่มวัย 30 เศษ หนวดเครารุงรังถาม “…อยากออกไปข้างนอกมากรึไง?…”

“ถุย! สภาพข้างนอกนั่นมันแย่กว่าในนี้อีก…” ปุ้ย เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยอัดบุหรี่เต็มปอดก่อนพูดขึ้น  “…มึงลองใช้ตีนก่ายหน้าผากตรองดูซิว่าหลายปีมานี้ เคยมีนักโทษหน้าไหนที่แหกคุกออกไปได้รอดสักคน”

“ข้างนอกคุกนั่นมันป่าดิบดีๆนี่เอง…” ธาดาเสริม “…ไหนจะไข้ป่า ไหนจะทาก แล้วยังงูอีก น้ำในหนองก็กินไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไม่มีปัญญาแหกคุกนี่ออกไปเลยวะ จริงแมะ?”

“แหกคุกนี่มันยากเย็นอะไรวะ…” เขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ละเลียดควันบุหรี่ออกมาช้าๆ

“…คุกนี่มีจุดบอดอย่างน้อยก็ 3 จุด ถ้าอยากหนีออกไปจริงๆล่ะก็ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร”

“อย่าโม้ไปหน่อยเลยวะไอ้แพน…” ปุ้ยขัดจังหวะ “…กูมาอยู่นี่ 8 ปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครไปพ้นหุบเขานี่รอดเลยซักราย”

“นักโทษพวกนั้นไม่ใช้สมองนี่หว่า…” แพนตอบ “…ถ้าทำอย่างที่กูวางแผนไว้ไปรอดแน่”

“ถ้าเป็นมึงจะหนีออกไปยังไง?”

“กูไม่บอกมึงหรอก”

“ชะ! ขี้โม้!”

“พับผ่า! กูทำได้จริงๆ ถ้าอยากทำ” น้ำเสียงของแพนเต็มไปด้วยความมั่นใจ

“พิสูจน์ให้ดูหน่อยซิ ไอ้แพน”

“แล้วกูจะได้อะไรขึ้นมา?”

“อิสรภาพไง!…” ปุ้ยพูดยักคิ้ว ทั้งหมดหัวเราะเฮ “…เห็นใครๆที่นี่อยากได้มันจนตัวสั่นเหมือนจับไข้ หรือจะเอาเป็นเงินก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ 4 คน ยอมควักกระเป๋าให้คนละร้อย ถ้ามึงออกไปพ้นหุบเขานี้ได้โดยปลอดภัย จริงมั้ยพวก?”

“ใช่!” เสียงพรรคพวกอีก 3 คนขานรับ

อิสรภาพเป็นสิ่งที่ผู้คนได้รับมาแต่กำเนิด แต่บางคนกลับไม่ระวังทำมันหล่นหายในชีวิต เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขึ้นมา

แต่สำหรับแพน อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนาในตอนนี้ ศักดิ์ศรีต่างหาก ทำไมพวกนั้นต้องท้าเขาด้วย เขารู้ว่าการพนันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชาวคุกทั้งหลาย ไม่ว่านักโทษหรือผู้คุมผ่านเวลาอันเงียบเหงานี่ไปได้

เขานึกในใจ…400 บาท? ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในเวลาหลังสงครามเช่นนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขารู้ว่าการแหกคุกออกไปมีทางทำได้ แต่ไม่เคยมีความอยากที่จะทำจนกระทั่งถึงวันนี้

นาทีนี้เขาอยากพิสูจน์ให้คนพวกนี้เห็นว่า คนอย่างเขารู้จักใช้สมองมากกว่าใช้แรง

ทัณฑนิคมแห่งนี้ตั้งขึ้นในชายป่าสักภาคเหนือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ไม่นาน ล้อมรอบด้วยปราการที่มนุษย์สร้างขึ้น และปราการธรรมชาติ ป่าดงดิบ ทาก งูพิษ ไข้ป่า น้ำที่เป็นพิษ นักโทษที่อยู่ที่นี่เป็นนักโทษคดีอุฉกรรจ์ ทุกวันพวกเขาต้องทำหน้าที่ตัดต้นไม้ ถางป่า และลำเลียงท่อนไม้ออกมาโดยมีช้างลาก ตลอดเวลาทำงานมีผู้คุมอยู่อย่างใกล้ชิด โทษของการหนีคือความตายสถานเดียว เพราะถึงจะรอดจากกระสุนปืนผู้คุมไปได้ ก็อาจตายในป่าด้วยไข้จับสั่น หรือหลงทางจนอดตาย แม้กระนั้นก็ยังมีนักโทษเดนตายหนีออกไปเรื่อยๆ พวกนั้นยังคิดว่าถ้ายังขืนอยู่ในคุกต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายลงเพราะงานหนักหรือไข้ป่า สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

ฟ้าเริ่มสางแล้ว อากาศเย็นยะเยือก ไอ้แพนรู้สึกหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูก เขารู้ว่าพวกนั้นจะต้องตามมาในเวลาอันสั้น ผู้คุมทุกคนมีปืนลูกซอง อาหาร น้ำ และเสื้อกันหนาว แต่ละคนกระเหี้ยนกระหือในการทำหน้าที่เป็นผู้ล่า

ตะวันสูงขึ้นเรื่อยๆ จากยอดไม้เขามองเห็นพวกนั้นลิบๆ บนเนินเขาพวกผู้คุมตามมาเร็วกว่าที่คาด เขามุ่งเดินหน้าต่อไป ระยะทางอีก 15 กิโลเมตรกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ผู้หนีใช้มีดฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางแล้วเดินลุยข้ามไป บางครั้งลำตัวของเขาครูดกับกิ่งไม้จนเสื้อขาดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังเดินหน้าต่อไปไม่หยุดอย่างอดทน ภาพของเงิน 400 บาทปรากฏขึ้นในใจของเขา สลับกับใบหน้าของคนพวกนั้น

หลังเที่ยงเขางัดเสบียงขึ้นมากินอย่างรีบๆ แล้วก็หนีต่อไป ทางด่านเริ่มเปลี่ยนเป็นดินสีแดงแห้งกรัง เมื่อหลายปีก่อนบริเวณนี้เคยมีชาวป่ามาทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งน้ำในห้วยตื้นเขินลงจึงอพยพจากไป ซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง

แพนลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม น้ำเป็นโคลนสีแดงดื่มมาได้ เขาพบว่าฝูงทากหลายสิบตัวเกาะติดขาของเขาทั้งสอง เมื่อพ้นลำห้วยเขาทรุดตัวนั่งลงแกะทากออกทีละตัว เมื่อนั้นจึงพบว่าเสบียงกรังของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำโคลน

“ไอ้ห่า” เขาสบถ อาหารที่เขากะว่าจะใช้เป็นเสบียงสักสองสามวันเป็นอันต้องโยนทิ้งไป

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที ในชั่วโมงที่สามสิบเขาเริ่มหมดแรง เดินช้าลงเรื่อยๆ สภาพของเขาตอนนี้เริ่มทรุดโทรมเพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว  ระยำ! เขาสบถ กูควรจะยอมแพ้แล้วหันหน้ากลับไปตอนนี้ดีหรือไม่?  นึกถึงสีหน้าของพวกนั้นที่จะต้องหัวเราะเยาะเขาหากเขายอมแพ้ เขาได้แต่ก้าวเดินต่อไป

เที่ยงวันที่ 2 เขาเลียน้ำหยดสุดท้ายจากกระติก เหนื่อย! เหนื่อยเหลือเกิน! เขาทรุดตัวลงหอบ ขอบตาทั้งสองดำคล้ำ ตลอดคืนวานเขาแทบไม่ได้นอนหลับเลย เพราะฝูงยุงจำนวนหลายร้อยตัวบุกรบกวน

ไม่ไหวแล้ว! เขานั่งพิงกับต้นไม้ และโดยไม่ตั้งใจเขาม่อยหลับไป ไม่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล

เม็ดฝนที่ตกเปาะแปะลงบนใบหน้าของเขา ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ายามบ่ายปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา หยาดน้ำไหลย้อยจากใบหน้าเขาลงมา ไม่รู้ว่ามันป็นหยาดเหงื่อหรือหยาดฝน อ้าปากกว้างปล่อยให้น้ำฝนไหลเข้าปาก ดืมจนเต็มอิ่มแล้วลุกขึ้น

ได้เวลาหนีต่อไปอีกแล้ว!

สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้นมาก ยังเหลือระยะทางอีกไม่ถึง 2 กิโลเมตร เขาก็จะพ้นจากขุมนรกนี้แล้ว

ก้าวขาออกวิ่งเหยาะๆออกไป บริเวณนี้เป็นป่าโปร่ง เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้ต้นหนึ่ง มองลงมา ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็เห็นพวกนั้นอยู่ในระยะไม่เกิน 100 เมตร นักล่าตามมาใกล้กว่าที่เขาคิด คงจะตามมาไม่หยุดในช่วงเวลาที่เขาหลับ

สายตาของเขากวาดไปพบลำธารสายหนึ่งเบื้องหน้า มันถูกเศษใบไม้ทับถมจนตื้นเขิน แต่ยังมีน้ำไหลอยู่บ้าง ดินโดยรอบเป็นโคลนเลน เขาก้าวขาตั้งใจเดินลุยข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พื้นดินยุบลงไปเห็นรอยเท้าของเขาชัดเจน

เขาชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในสมอง มองไปรอบตัว สายหยุดที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาข้ามไปถึงฝั่งตรงข้าม เม้มริมฝีปากแล้วปีนขึ้นต้นไทรใหญ่นั้น ค่อยๆไต่ไปตามกิ่งที่ทอดข้ามไปจนถึงฝั่งตรงข้าม และกระโดดลงมา ถอดเสื้อที่ขาดแล้วเหวี่ยงลงกับพื้น ปลดกระติกน้ำทิ้งไว้ใกล้ๆ เดินถอยหลังข้ามฝั่งกลับมาทางเดิม ปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคบไม้ประดู่ยักษ์ที่ห่างออกไปราม 30 เมตร และรอคอยอย่างใจเย็น เขาหวังว่าพวกนั้นจะตามรอยเท้าเขาไปยังฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าและกระติกน้ำที่เขาทิ้งไว้บนทาง คงช่วยทำให้พวกนั้นคิดว่าตามรอยเท้าไปถูกทางแล้ว

แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วเสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าก็ดังลอดขึ้นมา จากที่ซ่อนเขามองเห็นชายสามคนนั้นอย่างชัดเจน ผู้คุมทุกคนถือปืนลูกซองในมือ หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาหลบวูบ ไม่กล้าโผล่ศีรษะออกไปดูอีก

“เห็นรอยเท้านั่นมั้ย?” เสียงผู้คุมนายหนึ่งลอยแว่วมา

“ใช่รอยเท้าไอ้แพนมันแน่” อีกคนหนึ่งตอบ

“รอยยังใหม่อยู่ ตามมันไปเลย มันคงยังไปได้ไม่ไกล”

“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง! ไอ้แพนนี่มันฉลาด มีลูกเล่นมากน่าดู ไม่แน่ว่ามันจะมีแผนอะไร…”

“ปัดโธ่! ข้าได้กลิ่นมันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้ว”

เสียงฝีเท้าทั้ง 3 คู่ค่อยๆหายไป

ครู่หนึ่งมีเสียงร้องแว่วมา “นั่นไงเสื้อของมัน เราตามมาถูกทางแล้ว”

แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิทลง

เขานอนซ่อนตัวอยู่อีก 15 นาที ก่อนปีนลงมาช้าๆ พวกนั้นหลงกลเขาแล้ว ตอนนี้เขาจะเผ่นไปอีกทิศทางหนึ่ง

สลัดแข้งสลัดขาแล้วก้าวยาวๆออกไป พักใหญ่ก็ผ่านดงต้นสักใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ฝนหยุดตกแล้ว บรรยากาศภายนอกเงียบสงบ

เงียบจนผิดสังเกต!

กริ๊ก!

เขาหยุดนิ่ง หันหน้ากลับมา

ผู้คุมสามคนนั้นยืนตระหง่านอยู่ในดงต้นสัก ปืนลูกซองสามกระบอกเรียงหน้ากระดานเล็งมาที่เขา พวกนั้นแกล้งตามรอยเขาไป แล้วย้อนกลับมาดักรอเขาที่นี่!

ผู้คุมทั้ง 3 แสยะยิ้ม “เป็นไงวะ ไอ้แพน… แผนสูงนะเราน่ะ…”

เขาเงียบ

“…แต่จะแน่แค่ไหน กูก็เดาแผนของมึงออก เพราะกูรู้จักมึงดี”

เงียบ!

“เห็นรึยังว่าไม่เคยมีใครแหกคุกนี้ออกไปได้ซักคน ยังไงก็นับว่ามึงแน่เหมือนกันที่รอดมาได้นานตั้ง 3 วัน ตอนนี้ยอมแพ้แล้วยังวะ?”

เขามองหน้าผู้คุมทั้งสาม ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น แล้วตอบอย่างหมดแรง

“เออ! ยอมแพ้แล้ว!”

ผู้คุมลดปืนลงก่อนพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เลิกสนุกกันได้แล้วพวก! ไอ้แพนมันแพ้แล้ว ไอ้ฝนเอาข้าวที่เหลือให้มันกิน ไอ้ปุ้ยเอาชุดพัสดีใหม่ให้มันใส่ด้วย จุ๊! จุ๊! ดูสภาพมันสิวะ ต่อให้ชนะพนันก็ไม่คุ้มกันเล้ย พับผ่า! เป็นผู้คุมอยู่ดีๆไม่ชอบ เสือกอยากลองเป็นนักโทษซะนี่”

 

www.winbookclub.com

 

 

 

เรื่องสั้น : ฆาตกรรมจักรราศี
นักเขียน : วินทร์ เลียววาริณ

บทที่ 1
ศรไพร ไกรสรณ์ ขับรถไปหาชู้รักที่จุดนัดหมาย

ความมืดโรยตัวลงมาคลุมทางหลวง แสงไฟจากหัวรถสาดจ้าไปเบื้องหน้าเหมือนนัยน์ตาพยัคฆ์ยามราตรี เขาไม่รู้สึกล้าแม้ไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาสองคืนกับการแสดงสองรอบ ระยะทางราวสองชั่วโมงจากสุพรรณบุรีบนถนนสภาพดีกับรถใหม่เอี่ยมช่วยได้มาก ใครจะไปนึกว่าเด็กชายที่เมื่อยี่สิบปีก่อนเคยเดินเท้าเปล่าสิบกิโลเมตรไปโรงเรียน ไม่มีเงินแม้แต่ซื้ออาหารกลางวัน จะสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ใหม่มากกว่าหนึ่งคันในวันนี้

จุดนัดหมายเป็นคอนโดมิเนียมในเมือง

นาฬิกาดิจิตัลในรถบอกเวลา 23.45 น. เขายิ้ม นึกภาพผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนอนบางเบา อีกไม่เกินสิบห้านาทีเขาจะเดินเข้าไปในห้องนอนของหล่อน สองแขนของหล่อนตะกายกอดเขาแน่น ริมฝีปากของหล่อนชุ่มชื้น แววตาเชิญชวน เขาและหล่อนมีนัดกันทุกคืนวันศุกร์มาเจ็ดเดือนแล้ว

เขาแต่งงานแล้ว แต่ชีวิตของเขาขาดความแปลกใหม่ไม่ได้ ภรรยาของเขาก็รู้ นั่นคงเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขากับหล่อนอยู่กันได้อย่างราบรื่น หลังจากครองชีวิตคู่มานานสิบหกปี

สิบหกปีแล้วหรือ?

“สิบหกปีแห่งความหลัง ทั้งรักทั้งชังทั้งหวานทั้งขมขื่น สิบหกปีเหมือนสิบหกวัน รักเอ๋ยช่างสั้นไม่ยั่งยืน มีหวานมีชื่น มีขื่นมีขม…” เขาครวญเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ

เขาขาดผู้หญิงไม่ได้ ใครๆ ก็รู้ เขาเองก็ไม่เคยปฏิเสธความจริงข้อนี้ เขาเคยบอกเพื่อน “กูเจ้าชู้ แต่รับผิดชอบโว้ย”

เขาถือเป็นกฎว่า ไม่ว่าจะไปนอนกับหญิงคนอื่นที่ไหนกี่คน แต่ความรับผิดชอบคือความรับผิดชอบ ครอบครัวต้องมาก่อนเสมอ

งานหัวค่ำที่สุพรรณบุรีคึกคัก ผู้คนคลาคล่ำทั่วพื้นที่แสดงทั้งสองคืน ใครบอกว่าเพลงลูกทุ่งตายแล้ว? เขากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และมีความสุข

เมื่อคืนนี้หลังงานแสดง หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินมาหาเขาที่ห้องพัก ทาลิปสติกหนา เขียนเปลือกตาเข้มจัด ทำให้หล่อนดูแก่เกินวัย หล่อนบอกเขาตรงๆ ว่าขอนอนด้วย เขาปฏิเสธหล่อนอย่างสุภาพ

ก่อนออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หญิงสาววัยสิบหกสิบเจ็ดอีกคนหนึ่งขอให้เขาพาหล่อนมาด้วย อีกครั้งเขาปฏิเสธ

เขาเคยนอนกับหญิงสาววัยรุ่นลักษณะนี้มานับไม่ถ้วน แต่ผ่านไปไม่กี่ปี เขาก็เบื่อ หญิงสาวเหล่านี้มิได้ติดใจเสน่ห์ของเขา ส่วนใหญ่เข้าหาเขาเพื่อใช้เขาเป็นเส้นทางลัดไปสู่อาชีพนักร้อง พวกหล่อนแต่งตัวและพูดจาเหมือนกันหมด พยายามจะเป็นอย่างหญิงในนิตยสารแฟชั่นและโลกภาพยนตร์

เสียงดนตรีดังแผ่วจากโทรศัพท์มือถือ เขายกขึ้นรับ เสียงผู้หญิงคนที่เขาคุ้นดังมา “มาหาอั้มหรือเปล่าคะคืนนี้?”

เขาเอ่ยเสียงทุ้ม “ไม่ได้จ้ะ ยังอยู่สุพรรณฯเลย”

ผู้หญิงต่อว่า “ไหนพี่ว่าเสร็จงานคืนนี้ไงคะ”

“ทำไงได้ งานมันยังไม่เสร็จ”

“ไหนพี่บอกว่าคิดถึงอั้มไง…”

“คิดถึงน่ะคิดถึง ไว้พรุ่งนี้โทร.หานะจ๊ะ”

เขากดปุ่มโทรศัพท์ เสียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งตอบรับ เขากระซิบเบาๆ ว่า “ดาว กำลังจะไปหาจ้ะ จวนจะถึงแล้ว เตรียมเบียร์เย็นๆ ไว้ด้วยนะ”

เหวี่ยงโทรศัพท์มือถือลงบนเบาะ เขาครวญเพลงของ ผ่องศรี วรนุช

“น้องเป็นคนรักที่เท่าไร พี่จึงเปลี่ยนใจ คอยหารักใหม่เสมอ หรือว่าตัวน้องเปรียบเหมือนผู้หญิงบำเรอ ที่คอยเสนอสนองความต้องการ…”

เบนซ์ใหม่เกือบหักเข้าบริเวณคอนโดมิเนียมแล้ว เมื่อสายตาของเขาเห็นตำรวจจราจรนายหนึ่งโบกมือให้สัญญาณ เขาหยุดรถ เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี

ศรไพร ไกรสรณ์ จอดรถที่ริมทางเท้า เงยหน้าขึ้นมอง นายตำรวจทำสัญญาณให้เขาไขกระจกรถลง

เขาปลดเข็มขัดนิรภัย ถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือครับ หมวด?”

ตำรวจส่องไฟฉายไปมา

“มาจากไหนนี่? ดึกแล้ว…”

“จากสุพรรณฯครับ”

“เมาแล้วขับหรือเปล่า?”

“เปล่าครับ ผมไม่ได้กินเหล้า”

“ตกลง ผมเชื่อคุณ ขอโทษที่ต้องถามละเอียด ตอนนี้อุบัติเหตุมากเหลือเกิน”

“ไม่เป็นไรครับ”

ตำรวจจ้องหน้าเขา “เอ๊ะ! นี่ใช่คุณศรไพร ไกรสรณ์ หรือเปล่า?”

“ใช่ครับ”

“ไม่น่าเชื่อ เจอตัวจริงวันนี้ ผมเป็นแฟนเพลงของคุณ”

“ขอบคุณครับ”

“ไหนๆ ก็ได้พบหน้ากันแล้ว ขอลายเซ็นหน่อยนะครับ”

นักร้องยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกตำรวจเรียกตัวแล้วขอลายเซ็น

“ขอผมหาปากกาก่อนนะครับ”

นายตำรวจหันร่างกลับ

รอยยิ้มของ ศรไพร ไกรสรณ์ ละลายไปพลันเมื่อเห็นนายตำรวจหันขวับกลับมา สายตาของนักร้องจ้องโพลงที่วัตถุวาวในมือของฝ่ายตรงข้าม มันไม่ใช่ปากกา หัวใจหยุดเต้นไปวินาทีเดียว ไฟจากกระบอกปืนก็เปล่งแสงแวบสองครั้งติดต่อกัน เขาสัมผัสความร้อนที่เผาหน้าอกของเขา ตาพร่า ก่อนลมหายใจสุดท้าย เขาคล้ายได้กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจของดอกไม้…

บทที่ 2 

พุ่มรัก พานสิงห์ ขับรถไปหาเพื่อนตำรวจที่จุดนัดหมาย

คาเฟ่เพิ่งเลิก แขกในคืนวันศุกร์สิ้นเดือนพล่านเหมือนฝูงมดตอมน้ำตาล เป็นวัฏจักรแบบนี้มานานแล้ว กลางเดือนคนน้อย ปลายเดือนคนหาย เมื่อเงินเดือนออก แต่ละคนก็จับจ่ายเหมือนกระดี่ติดปลักแห้งได้น้ำ

ใครคนหนึ่งบอกเขาว่า บริษัทส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจ่ายค่าแรงเป็นอาทิตย์ เขาคิดในใจว่าบริษัทในเมืองไทยน่าจะเอาอย่าง จำนวนลูกค้าในคาเฟ่จะได้เสมอต้นเสมอปลายทั้งเดือน

พุ่มรัก พานสิงห์ เดินตรงไปที่ห้องพักหลังคาเฟ่อย่างกะปลกกะเปลี้ย รู้สึกรำคาญที่เป็นหวัดมาสองอาทิตย์แล้ว ไม่หายสักที เขาอยากกลับบ้าน แต่ยังกลับไม่ได้ เขามีนัดกับคนแต่งเพลง

ไอ้เสกกำลังรอเขาอยู่ นักร้องตบไหล่นักแต่งเพลง ก่อนโยนยาแก้หวัดเข้าปากหนึ่งเม็ด กรอกน้ำตาม และไอเบาๆ

“พี่ยังไอไม่หายหรือ?”

“มึงเป็นห่วงกู หรือว่าจะยืมเงินอีก?”

“เป็นห่วงซีพี่”

“น่ารักมาก เออ! กูฟังตัวอย่างเพลงของมึงแล้ว”

“เป็นไงพี่?”

“ดี”

“จริงหรือพี่?”

“D ภาษาอังกฤษน่ะ ไม่ใช่ ‘ดี’ ไทย กูฟังเพลงที่มึงแต่งแล้วร้องไห้เลย”

“ฟังแล้วเศร้าใช่มั้ยครับพี่?”

“เส้าหลินน่ะซี เหมือนบทสวดของพระมากกว่า”

“ก็พี่บอกเองว่า อยากได้เพลงที่ออกโทนเศร้าหน่อยๆ”

“ออกโทนเศร้าน่ะใช่ แต่ไม่ใช่โศกน้ำตาท่วมตาตุ่มอย่างนี้โว้ย นี่มันเศร้าพอใช้สวดงานศพพ่อมึงได้เลย”

“อุ้ย! พี่เล่นถึงพ่อเลย”

“กูเป็นคนสุภาพอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าไม่พอใจก็ไปฟ้องแม่มึงได้”

“อุ้ย! เล่นแม่ด้วย”

“ถ้ามึงยังแต่งเพลงแบบนี้มาอีก กูจะเล่นถึงปู่ย่าตายาย อาม่า อาก๋ง อาเจ็ก อาแป๊ะ ของมึงด้วย”

“เอ้า! เอาเข้าไป พี่นี่ปากจัดจริงๆ ไม่รู้มีผู้หญิงมาชอบได้ยังไง”

“จะไม่ให้ด่าได้ยังไง กูให้มึงแต่งเพลงมานานสามเดือนแล้ว ยังไม่ได้เรื่องสักที”

“โธ่! แต่งเพลงต้องมีมู้ด”

“มู้ดพ่อมึงน่ะซี”

“เล่นพ่ออีกแล้ว ผมแต่งเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็ต้องออกไปต่างจังหวัดเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เพื่อสร้างอารมณ์”

“มึงหาเรื่องไปเที่ยวโดยใช้เงินของกูต่างหาก”

“พี่รู้มั้ยว่า มือโปรอย่าง เทวดาเพลง ครูชลธี ธารทอง ยังต้องออกไปแต่งเพลงกลางธรรมชาติเลย เป็นการสร้างมู้ด”

“มึงมั่วอีกแล้ว ครูชลธีแต่งเพลงมาหลายพันเพลง ขืนต้องไปเที่ยวอย่างมึง คงไม่ได้เพลงแน่”

“ไม่จริงพี่ ครูแกไม่ชอบนั่งแต่งเพลงในบ้านจริงๆ แกชอบที่จะออกไปหาธรรมชาติที่สวยงาม ป่าเขา ชายทะเล ท้องนา หาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ไม่งั้นแต่งไม่ออก พอเจอธรรมชาติงามๆ นี่ แต่งพรวดเดียวออก อย่างเพลง ไอ้หนุ่มตังเก นี่ ใช้เวลาแต่งแค่ครึ่งชั่วโมง เพราะว่าได้อยู่กับธรรมชาติ อ้อ! จิบเบียร์ไปด้วย…”

“มึงโม้อีกแล้ว”

“จริงครับพี่ ตอนแรก ไพรวัลย์ ลูกเพชร ไปหาครูที่บ้าน ก็ไม่ได้เพลง เพราะบรรยากาศไม่ให้ แต่พอพาไปที่บางปู ซัดเบียร์ไปครึ่งโหล แล้วต่อไปที่บางแสนยามโพล้เพล้ เท่านั้นก็ได้เรื่อง พอครูแกเห็นเรือตังเกเข้าฝั่ง เจอหน้าชาวประมง เพลงก็ไหลพรวดออกมา ไอ้หนุ่มตังเกร่อนเร่หาปลา ล่องลอยนาวา เห็นน้ำกับฟ้าเป็นเพื่อน…”

“อาจารย์เขาไปเที่ยวแล้วได้เพลง มึงไปแล้วได้อะไรมา…”

โทรศัพท์กรีดเสียงแทรกการสนทนา นักสืบรับสายนั้นครู่หนึ่งก็วางหูลง บอกคนแต่งเพลงว่า “เอาไว้ค่อยคุยแล้วกัลล์ น้องเสก พี่ต้องไปรับใช้ชาติก่อน น้องกลับบ้านไปแล้วคิดเพลงใหม่ คราวต่อไปแต่งเพลงให้ดีกว่านี้ อย่าให้พี่ต้องรบกวนบรรพบุรุษของน้องเลยนะ”

“เจอคำวิจารณ์อย่างนี้ ผมว่าจะเลิกแต่งเพลงแล้ว”

นักร้องพยักหน้าหงึกๆ “จะไปเอาดีทางแต่งเพลงประกอบพิธีกงเต๊กเรอะ?”

“โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว โดนกระหน่ำแบบนี้ กลับดีกว่า”

“กูกะวาสิเมียคือกัลล์”

“พี่จะรีบไปไหน?”

“มีคนตาย…”

“ใครตาย?”

“พ่อมึง เอ้ย! ขอโทษ… ปากมันไวกว่าใจ… มีคนถูกฆ่าตายน่ะ”

“พี่ไม่สบายไม่ใช่หรือ?”

“เพื่อชาติ เข้าใจไหม เพื่อชาติ”

ห้านาทีถัดมาเขาพบตัวเองในรถคันเก่า มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เขานึกถึงคนแต่งเพลงที่อ้างถึงแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ไอ้หนุ่มตังเก ของครูชลธี ธารทอง แล้วหัวเราะหึๆ ในคอ

เขาครวญเพลงเบาๆ ขณะขับรถทั้งที่คอยังเจ็บ “มีแฟนกับเขาหนึ่งคน หน้ามนเรียนรามคำแหงปีสี่ คนลูกน้ำเค็มเหมือนกัลล์ เคยมีสัมพันธ์หลายปี ป่านนี้เขาลืมเราแล้วก็ไม่รู้…”

รถของเขาจอดฝั่งตรงข้ามคอนโดมิเนียมหรูบนซอยสายเงียบ เขาเห็นสามิต ร.ต.ต. สมศักดิ์ ยืนล้อมจุดเกิดเหตุแต่ไกล

พุ่มรัก พานสิงห์ ก้าวลงจากรถ เขาหรี่ตาเมื่อมองสีหน้าเครียดของตำรวจแต่ละคน “มากัลล์ครบทีมเลย ท่าทางจะเป็นคดีสำคัญ”

“คงงั้นมั้ง เพราะคนตายคือเพื่อนมึง”

“ใคร?”

“ศรไพร”

เขาสะดุ้ง “ศรไพร ไกรสรณ์?”

“ใช่ ศรไพร ไกรสรณ์ หนึ่งเดียวคนนั้น”

“ใครเป็นคนแจ้งเหตุ?”

ร.ต.ต. สมศักดิ์บอกว่า “ยามที่เฝ้าคอนโดฯ เขาโทร.เข้าไปแจ้งตำรวจตอน 00.05 น. ไม่นานต่อมา แฟนของคุณศรไพรก็โทร.ไปแจ้งตำรวจด้วยอีกคน”

“แฟนของเขา?”

“ก็คือผู้หญิงที่อยู่ในคอนโดฯนี้”

“เวลาที่เกิดเหตุกี่โมง?”

“เที่ยงคืนพอดี”

“แฟนของเขาอยู่ที่ไหน?”

“เห็นศพศรไพรก็เป็นลมไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในคอนโดฯ ธนูกำลังเฝ้าอยู่”

นักสืบว่า “อ้อ! ธนูก็มาด้วย มีใครเห็นเหตุการณ์ไหม?”

สามิต 14 ว่า “มีผู้หญิงคนหนึ่ง โทร.มาแจ้ง 191 หลังเกิดเหตุสิบนาทีว่าเห็นรถคนร้ายที่ยิงศรไพร”

“เธอบอกหรือเปล่าว่ารถยี่ห้ออะไร?”

“จี๊ป ดิสคัฟเวอรี ซึ่งตรงกับคำให้การของยามคอนโดฯ”

“ยามก็เห็นเหตุการณ์ด้วยหรือ?”

“เปล่า แต่ยามเห็นรถจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามซอย”

“ผู้หญิงคนที่เห็นเหตุการณ์จำหมายเลขรถได้หรือเปล่า?”

“จำได้ รถคนร้ายหมายเลข ภข 6632 เมื่อครู่สายตรวจก็ออกไปตรวจหารถคันนั้นอยู่ แต่ยังไม่เจอ”

พุ่มรัก พานสิงห์ เดินไปหยุดที่ยานพาหนะแห่งความตาย ศรไพร ไกรสรณ์ ตายคาที่นั่งคนขับ

สายตาของนักสืบจับที่ดอกไม้ช่อหนึ่งห่อด้วยผ้าดำบนร่างของศรไพร

“นั่นดอกอะไร? กลิ่นหอมดี”

ร.ต.ต. สมศักดิ์ว่า “ดอกการะเกดครับ แต่ทำไมดอกไม้อยู่บนศพก็ไม่ทราบ”

“มันคงอยู่บนคอนโซล แล้วถูกศรไพรกวาดลงมาตอนถูกยิง”

“คงเป็นอย่างนั้น”

พุ่มรัก พานสิงห์ ดูข้าวของในรถ ล้วนเป็นสินค้า ‘แบรนด์เนม’ ศรไพร ไกรสรณ์ วันนี้เปลี่ยนไปจากสภาพเดิมครั้งเข้าเมืองหลวงใหม่ๆ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนั้นข้าวยังไม่มีจะกิน มาถึงวันนี้ ศรไพร ไกรสรณ์ มีฐานะดี แต่ยังคงเป็นคนใจกว้างเป็นแม่น้ำ

บนพื้นมีปลอกกระสุนสองปลอก สามิต 14 หยิบมันขึ้นมาดู พึมพำว่า “เกลเซอร์ เซฟตี้ สลั้ก”

“มึงว่าอะไร?”

“นี่เป็นกระสุนหัวเปราะ รุ่น Glaser Safety Slug ของอเมริกัน”

สามิต 14 ขยับร่างคนตายเล็กน้อย “กระสุนฝังใน”

นักสืบถาม “แล้วทำไม?”

“ฆาตกรจ่อยิงศรไพร กะให้กระสุนแตกในร่างของเขา เพื่อรับประกันว่าตายแน่นอน และต้องรอให้ศรไพรไขกระจกรถลงมาก่อนด้วย”

“กูไม่เข้าใจ”

“เกลเซอร์ เซฟตี้ สลั้ก นี่เป็นกระสุนหัวเปราะ…”

“เดี๋ยวก่อน อะไรคือกระสุนหัวเปราะ?”

“เป็นกระสุนที่เมื่อกระทบเป้า จะแตกกระจายตามรอยที่สร้างมาในลูกปืน ทำให้ไม่ทะลุเป้าไปทำอันตรายต่อคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ สมศักดิ์ กระสุนแบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรนะ?”

ร.ต.ต. สมศักดิ์ว่า “frangible bullet ครับ”

สามิต 14 ว่า “นั่นแหละ กระสุนหัวเปราะต่างจากกระสุนธรรมดาตรงที่มันไม่ได้ทำด้วยตะกั่วหุ้มด้วยปลอกทองแดง แต่ทำมาจากวัสดุผสมหลายอย่าง บางอย่างอัดด้วยแรงมหาศาล บางอย่างอัดด้วยกาว หัวเป็นลูกปรายหุ้มด้วยเรซิน คิดค้นมาตั้งแต่ปี 2517 มีกระสุนหลายขนาด ตั้งแต่ .25 ถึง .45 กระสุนแบบนี้จะว่าอันตรายก็อันตราย แต่จะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัย”

“อะไรของมึงวะ? มีกระสุนอะไรในโลกที่ปลอดภัยด้วย? ยิงเข้าก็เด๊ดทั้งนั้น”

“กระสุนนี้ออกแบบมาให้ยิงเข้าร่างกายคนไปสักสามนิ้ว แล้วแตกตัวออก ทำลายอวัยวะภายใน แต่ถ้ากระสุนนี้พลาดเป้า กระทบถูกอะไรที่แข็งกว่า กระสุน มันจะแตกตัว ไม่เป็นอันตรายต่อใคร”

“เพื่ออะไร?”

“ก็เพื่อลดอันตรายต่อบุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะบางครั้งลูกปืนของตำรวจก็ทะลุร่างคนร้ายไปโดนพลเมืองดี มันจึงเหมาะกับตำรวจใช้ยิงในสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลายิงกับคนร้ายในสถานที่อันตราย อย่างในปั๊มน้ำมัน สนามบิน หรือยิงกันในเครื่องบิน ลูกปืนก็ไม่ทะลุร่างคนไปทำอันตรายต่อเครื่องบินที่กำลังบิน”

นักสืบถามเพื่อน “แล้วในบ้านเราใช้กัลล์แพร่หลายแค่ไหน?”

“ก็ใช้กันอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ไม่ไหว เพราะราคาแพงกว่ากระสุนธรรมดาถึง 15-20 เท่า นัดละตั้งสามร้อยกว่าบาท กินข้าวแกงได้หลายจาน”

“ความจริงมึงน่าจะใช้นะ เพราะเวลามึงยิงสู้กับคนร้าย ชาวบ้านมักโดนลูกหลงตายไปบ่อยๆ”

สามิต 14 หัวเราะหึๆ “กวนตีน”

ร.ต.ต. สมศักดิ์ว่า “แต่จุดอ่อนของกระสุนชนิดนี้คือ มันไม่ทะลุกระจก ฉะนั้นจึงยิงคนร้ายในรถไม่ได้ หรือถ้าหากคนร้ายสวมชุดแจ๊คเก็ตหนังหนาๆ กระสุนอาจไม่เข้าร่างคนร้าย”

พุ่มรัก พานสิงห์ ว่า “นั่นคือเหตุผลที่คนร้ายต้องทำให้ศรไพรไขกระจกรถลงก่อนยิง”

“ใช่แล้ว”

พุ่มรัก พานสิงห์ เดินสำรวจทั่วบริเวณนั้น เป็นคอนโดมิเนียมระดับหรู ต้นนนทรีใหญ่ปกคลุมซอยทั้งซอย นักสืบเดินไปถามยามเฝ้าคอนโดมิเนียม “คุณได้ยินเสียงปืนตอนกี่โมง?”

“ตำรวจสองสามนายนั้นสอบถามผมแล้ว”

“ขอถามอีกทีก็แล้วกัลล์นะ”

ยามมองเครื่องแต่งกายสีสันฉูดฉาดของเขา “คุณเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบหรือครับ?”

นักสืบยิ้ม “จะว่ายังงั้นก็ได้ เอาละ คุณได้ยินเสียงปืนตอนกี่โมง?”

“เวลาเที่ยงคืนพอดี”

“รู้ได้ยังไงว่าเที่ยงคืนพอดี?”

“นาฬิกาที่ป้อมยามเป็นแบบตีบอกเวลาทุกชั่วโมง”

“ตอนนั้นคุณกำลังทำอะไร?”

“ผมกำลังเดินไปปิดประตูรั้วด้านหน้าคอนโดฯ ผมมีหน้าที่ปิดตอนเที่ยงคืนทุกคืน”

“แล้วเห็นอะไรผิดสังเกตไหม?”

“ไม่เห็น อ้อ! ถ้าจะมีอะไรที่สะดุดตาผม ก็คงเป็นรถโฟร์วีลคันใหม่ที่จอดอีกฝั่ง”

“ยี่ห้ออะไร?”

“จี๊ป ดิสคัฟเวอรี”

“ทำไมถึงว่าสะดุดตา?”

“เพราะผมชอบดูรถตระกูลนี้ มันแพงดี”

“แล้วเห็นคนขับไหม?”

“ไม่เห็นครับ นี่เป็นซอยวันเวย์ รถจึงหันไปทางเดียวกัน คนขับจึงอยู่อีกฟากหนึ่ง”

“คุณศรไพรอาศัยอยู่ที่นี่รึ?”

“เปล่าครับ”

“แล้วทำไมจำได้ว่าคนตายคือคุณศรไพร?”

“จำได้ซีครับ เพราะคุณศรไพรดังและให้ทิปผมมาก เขา… เอ้อ! เขาซื้อห้องให้แฟนเขาอยู่ เขามาที่นี่ทุกคืนวันศุกร์ แต่คืนนี้มาช้ากว่าเดิม แล้วไม่ได้เข้ามาจอดในคอนโดฯ”

นักสืบเดินกลับไปหยุดที่รถยนต์ของคนตายอีกครั้ง เขาเห็น ร.ต.ต. สมศักดิ์สวมถุงมือกำลังกดโทรศัพท์มือถือของ ศรไพร ไกรสรณ์ ยึกๆ

“สมศักดิ์ทำอะไร?”

“เช็กเวลาการโทร.เข้า-ออกของคุณศรไพร”

“แล้วพบอะไรไหม?”

“คุณศรไพรโทรศัพท์ออกไปเวลา 23.50 น. แสดงว่าตอนนั้นเขายังมีชีวิต ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเขาคุยกับคนสองคน ชื่อที่บันทึกไว้คือ อั้ม กับ ดาว ชื่อผู้หญิงทั้งคู่”

ร.ต.ต. ธนูซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากคอนโดมิเนียมเอ่ยว่า “ดาวก็คือแฟนของเขาที่อาศัยในคอนโดฯนี้”

“แล้วแฟนของเขาเป็นยังไง?”

“หยุดร้องไห้แล้ว แต่ยังตกใจอยู่”

ร.ต.ต. สมศักดิ์ว่า “โทรศัพท์มือถือของเขาบันทึกชื่อผู้หญิงเยอะมาก เก๋ 1, เก๋ 2, ขวัญ, บี๋, ปุ๊ก, นุช, เยาวมาลย์, อุ๋ย, เอ๋ 1, เอ๋ 2, อั้ม 1, อั้ม 2, อั้ม 3…”

สามิต 14 สบตา พุ่มรัก พานสิงห์ “ไม่นึกว่ามีคนที่เจ้าชู้กว่ามึงอีก คิดว่ายังไง?”

พุ่มรัก พานสิงห์ มองตาตำรวจ “แล้วมึงล่ะคิดว่ายังไง?”

“คนร้ายรู้ว่าเขามาที่นี่ทุกวันศุกร์ เลยมาดักรอที่นี่ เป็นพวกมืออาชีพ”

พุ่มรัก พานสิงห์ ขมวดคิ้ว เปรยว่า “แปลก…”

ร.ต.ต. สมศักดิ์ ว่า “แปลกอะไรครับ?”

“ตอนที่เขาถูกยิง กระจกรถไขลงมาแล้ว และศรไพรเป็นคนไข คำถามคือเขาไขกระจกลงทำไม?”

“เป็นไปได้ไหมว่าเขาไขกระจกลงเพื่อรับลม?”

“ไม่น่าจะใช่ เพราะปุ่มแอร์เปิดอยู่ แสดงว่าศรไพรเป็นคนไขกระจกรถเพื่อคุยกับคนร้าย และเขาต้องไม่คิดว่าใครคนนั้นเป็นคนร้าย”

“เป็นคนที่เขารู้จักหรือ?”

“ไม่น่าจะใช่ เพราะหากเป็นคนที่เขารู้จัก คงไม่มาดักรอยิงเขากลางถนนอย่างนี้ น่าจะนัดไปยิงในที่ส่วนตัวกว่านี้ ไม่เสี่ยงต่อการถูกคนพบเห็นด้วย”

ร.ต.ต. ธนูบอกสามิตว่า “คงเป็นการฆ่าธรรมดา ชิงรักหักสวาท หรือเรื่องเงินทอง พี่รู้จักเขาดี เขามีศัตรูไหม?”

นักสืบ-นักร้องว่า “มี สองปีก่อนศรไพรเคยถูกยิง แต่รอดมาได้”

“อย่างไรครับ?”

“มือปืนยิงพลาด ลูกปืนพลาดจากเขาไปเพียงนิ้วเดียว”

“สงสัยศรไพรพกพระดี”

“วันนั้นศรไพรจัดงานปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่ เขายืนรับแขกอยู่ที่หน้าบ้าน มือปืนขับรถมาเทียบและยิงเขาสองนัด แต่คงเพราะมีแขกหลายคน และพอดีมีรถคันอื่นตามมา มือปืนเลยยิงพลาดไปฝังกำแพง เชื่อว่าน่าจะเป็นคนร้ายหรือคนสั่งฆ่าชุดเดียวกัลล์ คราวก่อนพลาด คราวนี้จึงตามมาจัดการเขาอีกรอบหนึ่ง”

“แล้วคุณศรไพรจำหน้ามือปืนคราวยิงครั้งแรกได้ไหม?”

“จำไม่ได้ ไม่ทันเห็นหน้าคนร้ายในรถ แต่วันนั้นผมเก็บปลอกกระสุนมอบให้ตำรวจไปแล้ว”

“กระสุนปืนอะไร?”

“ไม่ทราบเด้อ ทราบแต่ว่าพวกคุณน่าจะเช็กปลอกกระสุนที่ยิงศรไพรครั้งแรกกับครั้งนี้ จะได้รู้ว่ามาจากคนร้ายชุดเดียวกัลล์หรือเปล่า”

สายตาของนักสืบหยุดที่พระเครื่องที่ห้อยคอของคนตาย “ท่าทางเขาเป็นพวกชอบวัตถุมงคลมาก”

สายตาของเขาจับที่ผ้าดำห่อดอกไม้อีกครั้ง

“เห็นอะไรบนผ้าดำไหม?”

สามิต 14 มองตามจุดที่เขาชี้ ครางเบาๆ

มันเป็นวัตถุขนาดหนึ่งนิ้ว หน้าตาเหมือนหัวโขนขนาดย่อส่วน หน้าสีเขียว สวมมงกุฎ ถูกเย็บติดกับผ้าดำ

เขาถามสามิต “นี่พระอะไร? หน้าตาแปลก ไม่เคยเห็นมาก่อน”

สามิตบอก “ไม่รู้เหมือนกัน”

“ไหนว่าเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุมงคล”

“ถ้าเชี่ยวชาญ มึงกะกูก็คงไม่โดนคนย้อมแมวขายพระเครื่องปลอมให้หรอก”

“ครั้งนี้พระจริงก็ช่วยชีวิตเขาไม่ได้”

ร.ต.ต. ธนูถาม พุ่มรัก พานสิงห์ “พี่รู้จักคุณศรไพรดีไหมครับ?”

“ดี เมียของเขาเคยทำงานกับผมมาก่อน”

สามิต 14 แทรก “ความจริงเมียของเขาเคยเป็นแฟนเก่าพุ่มรักมาก่อน”

“เฮ้ย! อย่าพูดเรื่องเก่าได้ไหม?”

“ที่เรียกมึงมา เพราะรู้ว่ามึงสนิทกับครอบครัวของศรไพร อยากให้มึงเป็นคนไปแจ้งข่าวให้เมียของเขา”

ถนนกลางคืนเงียบสนิท

ใจของเขาเงียบกว่า

เขาจอดรถที่หน้าป้อมยามหมู่บ้านเพื่อแลกบัตรผ่าน ไม่นานก็ขับเข้าไปภายใน ถนนเลื้อยเข้าไปในสวนที่จัดแบบตะวันตก แลเห็นรูปปั้นเทพกรีกที่เรียงรายเป็นแถว ฉากหลังรูปปั้นเป็นน้ำตกบนหินแกรนิตสีดำ มองเผินๆ เหมือนอุทยานของราชธานีกรีกโบราณ บ้านแถบนี้ราคาสูงกว่ายี่สิบล้านขึ้นไป

เขารู้ว่าดึกมากแล้ว ก่อนออกเดินทาง เขาจึงโทรศัพท์ขออนุญาตหล่อนว่าจะมาเยือน หล่อนตกลง

ห้านาทีถัดมา เขาก็ยืนอยู่ที่หน้าบ้านของ ศรไพร ไกรสรณ์

อรสม ไกรสรณ์ เป็นหญิงสาววัยสามสิบเศษ สวยสะพรั่ง หล่อนเคยทำงานกับเขามาสองสามปีในตำแหน่งหางเครื่อง (หล่อนใช้คำว่า แดนเซอร์) หล่อนร้องเพลงได้ และมีแววจะเป็นนักร้องในอนาคต ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อหล่อนพบศรไพร

เขาสังเกตเห็นหน้าท้องที่นูนของหล่อน เพิ่งรู้ว่าหล่อนตั้งท้องลูกคนที่สอง

เขารู้จักหล่อนดี อย่างที่สามิตว่า หล่อนเคยเป็นแฟนเก่าของเขามาก่อน หล่อนเคยเป็นคนขี้หึงมาก แต่ตอนนี้ท่าทางหล่อนสุขุมมากขึ้น หล่อนดูมีความสุขกับชีวิตครอบครัว บางทีความเป็นแม่ช่วยทำให้จิตใจอ่อนโยนลง

หล่อนชอบนักร้อง แต่ไม่ชอบความเจ้าชู้ของเขา ครั้งสุดท้ายหล่อนขู่จะกำราบเขาด้วยมีดอีโต้ เขาหลบหน้าหล่อนหลายเดือน ออกร้องเพลงต่างจังหวัด กลับมาอีกครั้ง หล่อนก็บอกเขาว่า จะแต่งงานกับ ศรไพร ไกรสรณ์

ช่วงเวลาของความสุขผ่านไปแล้ว…

เขาเกลียดการเป็นคนแจ้งข่าวร้ายแก่ใคร

เขาบอกหล่อนว่า “ขอโทษที่มาดึกอย่างนี้ เพราะไม่อยากให้อรรู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์ตอนเช้า”

“เกิดอะไรขึ้นกับพี่ศรไพร?” หล่อนโพล่งขึ้นทันที

หล่อนเป็นคนฉลาด เดาออกไม่ยากว่าเขามาด้วยเรื่องอะไร

“ศรไพรถูกยิงตายเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา”

เขาเล่ารายละเอียดให้หล่อนฟัง

น้ำตาของหล่อนไหลเป็นทาง

“นี่เป็นคดีฆาตกรรม ฉะนั้นตำรวจจะต้องเข้ามาสืบสวน อรพอจะรู้ไหมว่า ศรไพรมีเรื่องกับใครหรือเปล่า?”

หล่อนสั่นศีรษะ “พี่ก็รู้ว่าพี่ศรไพรไม่เคยสร้างศัตรู”

“เขาทำธุรกิจอะไรบ้างหรือเปล่า นอกเหนือจากการร้องเพลง?”

“ฉันไม่รู้เรื่องธุรกิจของเขาเลย เขาไม่เคยบอกฉัน เขาบอกให้เป็นแม่บ้านอย่างเดียว”

“เขาเป็นหนี้ใครมากๆ หรือเปล่า? เท่าที่ผมทราบ เขา… เอ้อ!… ติดพนันบอล…”

“ใช่ค่ะ แต่เขาสาบานกับฉันว่า เลิกอย่างเด็ดขาดแล้ว เขาเคยติดหนี้บอลหลายล้าน แต่เคลียร์หนี้พนันไปหมดแล้ว”

“แล้วเรื่อง…เอ้อ!…”

“ผู้หญิง?”

“ใช่”

“ก็รู้ว่าเขากุ๊กกิ๊กคนอื่นไปเรื่อย แต่ไม่จริงจัง…”

หล่อนสบตาเขาแวบหนึ่ง “…พวกนักร้องก็อย่างนี้แหละ เจ้าชู้ ทำไงได้ ฉันเป็นพวกหนีเสือปะจระเข้ ก็ต้องยอมรับสภาพ ไม่มีทางเลือก ทิ้งเขาไปก็ไม่ได้สักบาทเดียว”

เขาเงียบไปอึดใจ “ช่วงหลังนี้มีคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ แถวนี้ไหม?”

“ไม่เห็นมีใครค่ะ”

“เขาไม่เคยพูดเรื่องปัญหาของงาน หรือปัญหาอะไรเลยหรือ?”

“ไม่ค่ะ แต่ท่าทางของเขาอาจจะดูเครียดๆ ไปบ้างในช่วงหลัง เขาบอกว่าหมู่นี้ดวงไม่ดี เคยไปหาหมอดูที่วัดธรรมเวทย์บ่อยๆ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ แต่ตอนหลังเพื่อนดาราพาไปทำบุญที่วัดพรพรหม แต่ดวงของเขาคงตกจริงๆ เพราะพระเครื่องกี่องค์ก็ช่วยเขาไม่ได้”

เขาถอนใจ

หล่อนสบตาเขา “พี่คะ ช่วยสืบดูว่าใครฆ่าเขาได้ไหมคะ?”

เขาพยักหน้า “ผมจะช่วย…”

ถนนกลางคืนมืด สองข้างทางมืด ใจของเขายิ่งมืดกว่า

นาทีนั้นเขารู้สึกโดดเดี่ยวไม่ต่างจากอร

พุ่มรัก พานสิงห์ กลับบ้าน แสงไฟในบ้านทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้าง

เขาคิดจะโทรศัพท์แจ้งข่าวความตายของศรไพรแก่จันทร์แรม แต่เปลี่ยนใจ อาบน้ำอุ่นและเข้านอน แต่ทั้งที่เพลียจากฤทธิ์หวัด เขานอนหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืนที่เหลือ

 

www.winbookclub.com

 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s